Logo Webboard ของ G-o-o-dstoneTT


ติดต่อโฆษณา  |  สมัครใช้งานสุดยอดแห่ง Free Webboard ได้แล้ววันนี้ คลิ๊ก !!  | แจ้งบอร์ดไม่เหมาะสม


  หมวดเว็บบอร์ดเริ่มต้น (ท่านสามารถแก้ไขได้)

  

  Topic : โคลงทวาทศมาส

Delete
Admin ลบกระทู้
   Page [1]
  ผู้ชมทั่วไป bamboo

  203.172.85.165

  โพสต์เมื่อ : 7 ก.ย. 2549 19:16 น.

๖.โคลงทวาทศมาส
               ผู้แต่ง พระเยาวราช ขุนพรมมนตรี ขุนกวีราช ขุนสารประเสริฐ
               ประวัติ หนังสือนี้มีการสันนิษฐานผู้แต่งต่างกันไป เช่น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ 
ทรงสันนิษฐานว่าผู้แต่ง คือ ขุนศรีกวีราช ขุนพรหมมนตรี และขุนสารประเสริฐ บางท่านว่า พระเยาวราช
ทรงนิพนธ์ ที่เหลือช่วยแก้ไข ส่วนพระยาตรังคภูมิบาล และนายนรินทรธิเบศร กล่าวแต่เพียงสามคนร่วมกันแต่ง
               ทำนองแต่ง โคลงดั้นวิริธมาลี
               ความมุ่งหมาย มีผู้สันนิษฐานว่าคงแต่งขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระเจ้าแผ่นดิน มิได้จากนางจริงโดยสมมติเหตุการณ์
ขึ้น
               เรื่องย่อ โคลงเรื่องนี้ได้ชื่อว่าทวาทศมาส เพราะพรรณนาถึงความรักความอาลัยรัก และพิธีกรรมต่าง ๆ ในรอบ
สิบเดือน ทวาทศมาสแปลว่าสิบสองเดือน ตอนต้นสรรเสริญเทพเจ้า และพระเจ้าแผ่นดิน ชมความงามของนางที่ต้อง
จากมา กล่าวถึงบุคคลในวรรณคดี เช่น พระอนิรุทธ์ พระสมุทรโฆษ พระสุธนู พระสูตรธนู แล้วแสดงความน้อยใจ
ที่ตนไม่อาจไปอยู่ร่วมกับนางอีกอย่างบุคคลเหล่านั้น ตอนต่อไปนำเหตุการณ์ต่าง ๆ และลมฟ้าอากาศในรอบปีหนึ่งๆ
ตั้งแต่เดือน ๕ ถึง เดือน ๔ มาพรรณนา เดือนใดมีพิธีอะไรก็นำมากล่าวไว้ละเอียดละออ เช่น เดือนสิบเอ็ดมีพิธี
อาศวยุช เดือนสิบสองมีพิธีจองเปรียงลอยพระประทีป เดือนยี่ประกอบพิธีตรียัมปวาย และเดือนสี่กระทำพิธีตรุษ
เป็นต้น ต่อจากนั้นถามข่าวคราวของนางจาก ปี เดือน วัน และยาม ขอพระเทพเจ้าให้ได้พบนาง ตอนสุดท้ายกล่าว
สรรเสริญพระบารมีพระเจ้าแผ่นดิน
 
                วรรณคดีเรื่องนี้ นอกจากประกอบด้วยรสกวีนิพนธ์ดังกล่าวมาแล้ว ยังให้ความรู้เกี่ยวกับขนบประเพณี และสภาพ
ความเป็นอยู่ในสมัยกรุงศรีอยุธยาอย่างละเอียดแจ่มแจ้ง โดยบรรยายสภาพดินฟ้าอากาศและกิจพิธีต่าง ๆ ในแต่ละ
เดือน นอกจากนี้ยังกล่าวถึงวรรณคดีเรื่องอื่น ๆ เช่น รามเกียรติ์ อนิรุทธ์ สมุทรโฆษ สุธน สูธนู เป็นต้น
 
 
 ข้อมูลที่ปรากฏในจดหมายเหตุ และโคลง บทกวี ที่เกี่ยวกับประเพณีลอยกระทงสมัยต่าง ๆ 
       
       
โคลงทวาทศมาส
       

       (128)
ชลธีปละปลั่งคว้าง ทางสินธุ์
       
นาเวศนาวาวาง วาดน้ำ
       
ตกบางขดานดิน สดือแม่
       
ดลฤดูสั่งล้ำ ไล่ชลฯ
       
       (129)
ไล่ชลนาเวศแล้ว เมือโรง
       
อ่อนรทวยนวยกล กิ่งก้ม
       
เรียมพายรโงงโหง หกอยู่
       
เพราะเพื่อพลพายห้ม ห่มแรงฯ
       
       (130)
กรรดึกเดือนตั้งแต่ง โคมถวาย
       
ทุกท่วยหญิงชายแสวง ล่องเหล้น
       
ขับซอปี่แคนหลาย เพลงพาทย์
       
ติ้งติ่งนิ้วน้าวเต้น ร่อนรำ
       
       (131)
โคมทองประทีปแก้ว เรืองใน
       
อกพี่คือโคมคำ คู่ได้
       
เพลิงผลาญกระอุใจ วนิเจต
       
ทรวงลุงลาญไหม้ ป่วนเปนฯ
       

       
โคลงทวาทศมาส เป็นวรรณคดียุคต้นกรุงศรีอยุธยา กวีแต่งคร่ำครวญถึงหญิงคนรักโดยพรรณนาพาดพึงถึงประเพณี 12 เดือนในยุคนั้น เริ่มต้นที่เดือน 5 ปีใหม่ในคติฮินดู – พราหมณ์ แต่ที่คัดมามี 4 บท อยู่ตอนท้ายเรื่อง เพราะกล่าวถึงประเพณีช่วงท้ายปีในเดือน 11 และเดือน 12 คัดจากหนังสือ วรรณกรรมสมัยอยุธยา เล่ม 2 กรมศิลปากรจัดพิมพ์เผยแพร่ พ.ศ. 2530 หน้า 306

 

 

 

โคลงทวาทศมาศ

โคลงทวาทศมาศ เป็นโคลงโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นวรรณคดีประเภทนิราศที่มีลักษณะแปลก คือ ผู้แต่งไม่ได้เดินทางไปที่ใด หากแต่พรรณนาถึงการพลัดพรากจากนางอันเป็นที่รัก โดยยกเอาดินฟ้าอากาศ และธรรมชาติในเดือนต่างๆมาเปรียบเทียบ (ทวาทศมาศ แปลว่า สิบสองเดือน) ในสมัยรัตนโกสินทร์ได้มีกวีใช้แนวคิดนี้แต่งนิราศในทำนองเดียวกัน คือ นิราศเดือน ของ นายมี

โคลงทวาทศมาศ เชื่อว่าแต่งในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ โดยมีโคลงท้ายเรื่องบอกชื่อผู้แต่งไว้ดังนี้

การกลอนนี้ตั้งอาทิ์

กวี หนึ่งนา

เยาวราชสามนต์ไตร

แผ่นหล้า

ขุนพรหมมนตรีศรี

กวีราช

สารประเสริฐฦาช้า

ช่วยแกล้งเกลากลอน

จากโคลงบทนี้บ่งว่ามีผู้แต่ง ๓ หรือ ๔ คนด้วยกัน คือ พระเยาวราช ขุนพรหมมนตรี ขุนสารประเสริฐ โดยมีบางท่านตีความว่า มีขุนศรีกวีราชอีกท่านหนึ่งด้วย

ลักษณะคำประพันธ์เป็นโคลงดั้นวิวิธมาลี บางส่วนเหมือนโคลงสี่สุภาพ เริ่มด้วยบทไหว้ครู ๕ บท ตามด้วยคร่ำครวญอาลัยนางอีก ๒๒ บท จากนั้นกวีก็เริ่มพรรณนาการพลัดพรากตั้งแต่เดือน๕ โดยยกเอาดินฟ้าอากาศและประเพณี ในเดือนนั้นๆเป็นตัวเปรียบเทียบ เช่น ความร้อนของเดือนห้า พิธีแรกนาในเดือนหก เมื่อครบ ๑๒ เดือนแล้วก็กลับมาคร่ำครวญอาลัยอีกครั้งหนึ่ง จบลงด้วยการถวายพระพร บอกฝากโคลง และ ชื่อผู้แต่ง

 

 

 

 

คุณค่า................

1.  ทางด้านสำนวนโวหาร

                ใช้คำที่เป็นคำโบราณทั้งที่เป็นคำภาษาเหนือ  ภาษาเขมร  และภาษาบาลีสันสกฤต  ทั้งยังเป็นวรรณกรรมยอดเยี่ยมของไทยเรื่องหนึ่ง

2.  ด้านสังคมและวัฒนธรรม

                -  ด้านสังคม  สะท้อนให้เห็นความเป็นอยู่ของคนไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยาทางด้านการประกอบพิธีกรรมต่างๆ

                -  ด้านวัฒนธรรมและประเพณี  บอกเกี่ยวกับพิธีสำคัญๆ  ในแต่ละเดือนทั้ง  12  เดือน

3.  ด้านความรู้

                ให้ความรู้ความเข้าใจทั้งด้านวรรณคดี  ลัทธิธรรมเนียม  ประวัติศาสตร์  ตลอดจนจารีตประเพณีของไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา

4.  ด้านอิทธิพลต่อวรรณคดีอื่นๆ

                เป็นพื้นฐานกระบวนสำนวนโวหารโดยเฉพาะกระบวนการพรรณนาแสดงความอาลัยรักนับว่าสูงในทางกวีรส  ซึ่งเป็นพื้นฐานให้กวีนักปราชญ์  เช่น  นายนรินทร์ธิเบศรและพระยาตรังได้ใช้เป็นแนวคิดในการประพันธ์บทกวีของตน



   Admin ลบความคิดเห็นนี้