Logo Webboard ของ SrithonClub


ติดต่อโฆษณา  |  สมัครใช้งานสุดยอดแห่ง Free Webboard ได้แล้ววันนี้ คลิ๊ก !!  | แจ้งบอร์ดไม่เหมาะสม


  ความรู้เกี่ยวกับหนังตะลุง

  

  Topic : หนังตะลุง

Delete
Admin ลบกระทู้
   Page [1] 2 3 4 5 6 7   Next >>
  ผู้ชมทั่วไป เด็กสงขลา~admin

 Hibara_i@thaimail.com 61.19.150.150

  โพสต์เมื่อ : 14 พ.ค. 2549 12:55 น.

 

        เครื่องดนตรีที่สำคัญของหนังตะลุง มี ๕ อย่าง ดังนี้ ;

๑. โหม่ง ๑ คู่ : เสียงสูงลูกหนึ่ง เสียงต่ำลูกหนึ่ง โหม่งทั้งคู่แขวนขนานกันในรางไม้รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตัวโหม่งทำด้วยทองเหลืองหรือทองแดง

        ๒. ฉิ่ง ๑ คู่ : ตัวฉิ่งมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๒ - ๓ นิ้ว ทำด้วยทองเหลืองหรือทองแดง

        ๓. กลอง ๑ คู่ : หุ้มด้วยหนังทั้งสองข้าง หน้ากลองมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๘ - ๑๐ นิ้ว ตรงกลางโตกว่าหัวท้ายเล็กน้อย ความยาวประมาณ ๑๐ - ๑๒ นิ้ว ใช้ไม้ตี ๒ อัน

        ๔ . ทับ ๒ คู่ : ลักษณะคล้ายกลองยาวแต่สั้นกว่า มีขนาดต่างกันเล็กน้อย

        ๕. ปี่ ๑ เลา

~ หนังตะลุงบางคณะจะเพิ่มซอเข้าไปด้วย ๑ สาย นิยมใช้ซอด้วง~

       

 

 

 

--- > ถ้าคุณอยากเป็นนายหนัง...!!!  

        นายหนัง ... คือ คนเชิดรูปหนังมีทั้งผู้หญิงและผู้ชายเป็นอัจฉริยะบุคคลก็ว่าได้ ต้องเป็นคนที่มีความสามารถรอบรู้ในเรื่องต่างๆ  ต่อไปนี้

        ๑ . ต้องมีเสียงดี --- >

                        นายหนังจะต้องมีน้ำเสียงไพเราะ  เสียงดังฟังชัด  ไม่แหบแห้ง  เพราะสมัยก่อนไม่มีเครื่องขยายเสียงช่วย  บางครั้งต้องแสดงให้คนชม  มีจำนวนตั้งแต่  ๑,๐๐๐ - ๓,๐๐๐ คน ก็มี ซึ่งนายหนังจะต้องขับกลอนและพากย์บทติดต่อกันนานถึง ๗ ถึง ๘ ชั่วโมง และสามารถทำเสียงให้ได้หลายเสียงแบบเดียวกันกับคนพากย์บทภาพยนตร์ ถ้ารูปหนังในเรื่องมี ๓๐ ตัว ก็ต้องทำเสียงทำเสียงให้ได้ ๓๐ เสียง   เช่น   เสียงพระ   เสียงนาง เสียงยักษ์ เสียงฤๅษี เสียงพระราชา เสียงคนสามัญ เสียงตัวตลก ตลอดถึงเสียงสัตว์   เสียงเครื่องยนต์ เสียงลม เสียงฝน เป็นต้น

        ๒. ต้องเชิดรูปถูกตามลักษณะของรูป --- >

                นายหนังต้องมีศิลปะในการเชิดในการชักรูปให้เหมือนมนุษย์มีชีวิตจิตใจจริงๆ   เช่น   การเดิน  การนาด  พูดจา  ร้องร่ำคร่ำครวญ  ง้องอนได้   ถ้าเป็นรูปยักษ์  ต้องเชิดให้ตึงตังโผงผาง  แสดงอารมณ์ดุร้าย  หยาบคาย  ถ้าเป็นรูปนาง  ต้องเชิดให้สุภาพอ่อนหวาน   บทพระฤๅษีต้องเชิดให้สุขมเยือกเย็น  ตัวตลก  ต้องเชิดให้หลุกหลิก    เงอะงะ  เก้ ๆกัง ๆ   ชวนให้น่าขัน

        ๓.ต้องมีความรอบรู้  --- >

                นายหนังต้องเข้าใจในลักษณะท่าทางของคน  สัตว์  ในอิริยาบถต่างๆ   ต้องเข้าใจในฉันทลักษณ์  โคลง  ฉันท์  กลอน  วรรณคดีไทย  ภูมิศาสตร์  ลัทธิศาสนา  กฎหมายบ้านเมือง  คติโลกคติธรรม  ดังคำกลอนที่ว่า ...

        “ในเรื่องหนังยังมีทั้งสี่ภพ       เรียนให้ครบรู้ให้ครบทันมาตรฐาน

เมืองนรกยกมาเมืองบาดาล              บนวิมานบ้านมนุษย์สุดยากใจ”

 

และคำกล่าวที่ว่า ...

 

          “หนึ่งทางโลกสองทางธรรมร่ำเรียนไว้ สามทางกฎหมายสี่ภาษาอย่าเหลวไหล

คำพื้นบ้านผู้ชมว่าคมใน                                      มาทำไหรไอ้เมล้ออย่าเขลอะกู”

            ๔. ต้องมีปฏิภาณไหวพริบดี --- >

                นายหนังต้องมีปฏิภาณดีเด่น  คิดกล่าวกลอนได้ทันเหตุการณ์  เช่น  “หนังปานปอด” ที่เรียกอย่างนี้เพราะว่าตาบอดมาแต่กำเนิดแต่สามารถแสดงหนังตะลุงได้ ครั้งหนึ่ง...  เมื่อถึงเวลาจะออกยักษ์ ลูกคู่หยิบรูปผิด กลับหยิบรูปเต่าส่งให้   หนังปานบอดก็ขับกลอนว่า “จะกล่าวถึงอสุราพญายักษ์” คนดูโห่แล้วบอกว่า “รูปเต่าๆ” หนังปานบอดก็ขับกลอนต่อไปว่า...

หนังปานบอด--- >        < --- หนังปานบอด

 

“...ยักษ์นี้ดีไม่เบาอยู่ในคราบเต่ามานานนักหนา                                    ว่าแล้วเท่านั้นไม่ทันช้า

ออกจากคราบเต่านาเป็นพญาอสุรี...”

 

 

        ๕.ต้องมีอารมณ์ขัน --- >

                นายหนังต้องมีมุขตลกในการขับกลอน  บางครั้งอาจกล่าว  กลอนคำผวนสองง่ามสามมุม  เหมือนกลอนสรรพลี้หวนอันลือลั่นของนครศรีธรรมราช  เช่น

        “มารนิ่งนั่งฟังสารเหมือนขวานสับ   จะจอดับฟาดศอให้คอหัก

ยักษ์ขึ้งโกรธโกรธาหนักหนานัก                     เหงื่อชโลมโทรมพักตร์ยักษ์ไม่เช็ด”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

-- กลอนแปด --

“หัตถ์ทั้งสองประคองวางกลางศีรษะ

แทนเทียนทองปทุมาสักการะ                   บูชาพระสัพพัญญูองค์มุนินทร์

สุดประเสริฐเลิศล้นทวีปสี่               มิ่งโมลีโลกสามงามเฉิดฉิน

พระพ้นฝั่งสังสารวัฏตัดราคิน          สมถวิลเสวยทิพย์ที่นิพพาน

ผู้อยู่หลังสั่งสอนพระศาสนา            ศึกษาหาทางตามข้ามสงสาร

พระปัญญาคุณล้นพ้นประมาณ        ขอกราบกรานพระมหากรุณาธิคุณ”

--- > หนังกั้น    ทองหล่อ

-- กลอนสี่ --

สิบสามพอดี          สิบสี่ทรามน้อง      ใครใคร่เห็นน้อง   เห็นนางยามนอน

อายุสิบสี่               ปลายปีสิบห้า        เต็มสาวขึ้นมา        น่าเรียงเคียงหมอน

แขวนสร้อยไข่มุก  นิวลุกตองอ่อน      งามหล่อนยามยิ้ม   งามยิ้มยวนใจ

งามคมสมส่วน      ถันนวลตั้งคัด        เสื้อบางนางตัด      สีนี้น้องใส่

        ดังนั้น  หนังตะลุงจึงเป็นการละเล่นพื้นเมืองที่ยังได้รับความนิยมสูงในภาคใต้  และเหมาะสมที่จะใช้เป็นเครื่องมือพัฒนาชุมชนในท้องถิ่น  ทางด้านคุณธรรมจริยธรรม  การศึกษา   สาธารณสุข  ดนตรี  กีฬา  และอาชีพ  หากทางราชการนำมาใช้เป็นสื่อขยายผลงานหรือเผยแพร่ประชาธิปไตยย่อมจะได้ผลแน่นอน  เพราะหนังตะลุงอยู่ใกล้ชิดกับประชาชนมากกว่าเจ้าหน้าที่บ้านเมือง

-- กลอนหนัง --

“ตำนานพระธาตุ”

แต่งโดย .. อาจารย์ ส.  สงวนศิลป์  ( ปราชญ์เมืองนคร )

          โอ้ว่า .. แล่กเมื่อถึงคำที่เค้าทำนายแต่เรียกถวายพระธาตุธรรมโศกราชสุรบิน .. ว่าธาตุของพระชินสีห์  เจ็ดเดือนกว่าที่เดินทางมาจากธานี .. มาทำพิธีแต่งพระธาตุออ .. สร้างที่บนหาดทราย  หาดผุดใหญ่ในและนอกด้วยระลอกและทรรศน์ศาสตร์ยังเป็นหาดอยู่กลางเมือง ออ .. สิ่งนี้เป็นเครื่องหมายวัดความสูงของพระธาตุวัดตั้งแต่อาฐไปจดปลายวัดได้พองามวัดได้ ๓๘ วา แล้วเศษ ๒ ศอกเค้าบ่งบอกความสูงคงไม่มากเกินสูงเทียมนกเขาเหินที่ลอยเหพี่น้องนะที่ล่องบนเวหา  แล้วเค้าเอาทองคำมาทำยอด  มันช่างสูงสอดราคา ๓๐๐ ล้านกว่าๆนี่ราคาของทองคำ เศษยังมีอีกเกือบล้าน  เค้าสร้างมานานหนักหนา  มีพระราชาชูชุบนี่มาช่วยอุปถัมภ์  น้ำหนักทองต้องขอยกหยิบแล้ว ๙๖๐ กิโลกรัม คือ ๘๐๐ ร้อยชั่งทองคำ  ที่เขาได้ทำมา ที่หาดทรายนี่สวยเรี่ยม .. สี่เหลี่ยมจัตุรัส ๑๕ วาวัดกับ ๒ นิ้ว ยอดสูงโดดดิ่วชี้ช่องไปสู่ห้องพระเวหา  ที่ข้างภายในมีสระใหญ่ด้านหนึ่งขังน้ำพองาม ๘ วา ความลึกของสระ ๕ วาถ้วนนี่เราควรจะรำพัน  เอาแม่ขันใหญ่มาใส่นี่คงคา  เอาทองทำนาวาสวยสะอาดบรรจุพระธาตุแล้วลอยกระแส  ลอยอยู่ในแม่ขัน  ช้างล่อเศียร ๒๒ ประคับประคองธาตุทรงธรรม   เวลานั้นมิใช่น้อย  ออ .. มาเป็นร้อยเป็นพันปี  ชาวภูเก็ตและชาวตรังนี่พังงาชวนทั้งชาวนราธิวาส  ทั้งชาวสุราษฎ์  ชาวชุมพร  มากราบขอพรที่นครศรีฯ ประวัติย่อๆจะขอเล่ากล่าวไว้เพียงนี้ ขอบคุณน้องพี่ทุกชนชั้น ออ .. ที่ได้ฟังคำบรรยาย

          ซึ่งในกลอนต่างๆของหนังตะลุงจะแฝงแง่คิดไปด้วยเสมอ  เรียกได้ว่านายหนังตะลุงจะมอบแง่คิดให้แก่ผู้ฟังเป็นคำกลอน ที่บางครั้งก็แทรกมุขตลกเข้าไปบ้าง เพื่อให้เกิดความสนุกสนาน

--- ที่นี่คืนนี้ได้มาเล่นที่บ้านนาหม่อม เป็นบ้านเมืองที่สงบสุข ผมได้ไปสืบมาเรียบร้อยแล้วที่ตำรวจเค้า.. ที่นี่ไม่มีคดีอาชญากรรมไม่มีเลย ลักเล็กขโมยน้อยก็หาม้าย ยังมั้งกะเล่นไพ่ .. เรากะไม่รู้อีทำพื่อ         อ.นาหม่อม จ.สงขลา เมืองที่ระเบิดไม่มา เพราะที่นี่ประชาชนอยู่กันสุขขีบายใจ  ถ้าเลยไปอีกนิ๊ดไรจะนะยังน่ากลัว เลยบอกแม่ทูนหัวว่าอย่าไปให้ถึงสะบ้าย้อยเรียบร้อยทั้ง ๑๙ ศพ ---

“...บทกลอนต่อไปนี้อยากให้เด็กๆสาวๆเด็กบ่าว คนเฒ่า คนแก่ ครูกำ ๔ แบ ทางแค่ไม่ไกล ขวานทำกับเหล็ก เล่มเล็กไม่ใหญ่ จีนได้กับไทย ออกลูกบ้าๆ  ... ไม่โร้กลอนพากูไปไหนโฉ้แล้ว ... อยากให้พี่น้องฟังให้ดีบทนี้ ..: ประตูหลางเท่า***๊ด เค้านั่งปิดไม่เปิด พี่น้องแลกันเถิดเข้ากันไปแน่นนั๊ด พระสอนให้ดีเราไม่ปฏิบัติ ผิดกฎบัญญัติก้ะโถกลากเข้าคุก..     ---- หนังเอกชัย ศรีวิชัย

--- > โดยบทกลอนบทนี้จะสอนและให้ข้อคิดว่าผู้คนในปัจจุบันเริ่มที่จะหันเข้าไปหาสิ่งที่ผิดกันมากขึ้นโดยเปรียบว่า.. ประตูคุกแค่นิดเดียวไม่ได้ใหญ่โต  แต่ก็มีผู้ที่ปฏิบัติผิดจนเข้าอยู่กันแน่น พระสอนให้ดีแต่ว่าคนเราไม่ค่อยที่จะปฏิบัติตาม พอทำผิดกฎบัญญัติก็ต้องเข้าคุก ..

 

 

 

 

          หนังกั้น    ทองหล่อ เป็นหนังตะลุงชั้นบรมครูคนหนึ่งของภาคใต้  เป็นผู้แสดงหนังตะลุงด้วยใจรักศิลปะในการแสดง  โดยรักษารูปแบบการแสดงดั้งเดิมเอาไว้  เช่น  การใช้เครื่องดนตรีตามแนวโบราณ  ซึ่งมีเพียง ๕ ชิ้น  ดำเนินเรื่องแสดงสอดแทรกธรรมะให้คติข้อคิดแก่ผู้ฟังไม่แสดงตลกโปกฮาไร้สาระ  กล่าวกลอนด้วยปฏิภาณโวหาร  แสดงเรื่องไม่ซ้ำแบบและไม่ลอกเลียนแบบของผู้อื่น  โดยได้รับยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปการแสดง   ( หนังตะลุง ) เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๙

        ๑.ประวัติ

                หนังกั้น   ทองหล่อ   เกิดเมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๔๕๓ ที่บ้านเลขที่ ๒๓๔   ม. ๒   ต.พะวง  อ.เมือง  จ.สงขลา  บิดาชื่อ     นายคง    มารดาชื่อ  นางชุม  ทองหล่อ  เป็นบุตรคนที่ ๒ ในจำนวนพี่น้อง ๕ คน

                ๑.๑ การศึกษา

                        หนังกั้น  ทองหล่อ  จบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ จากโรงเรียนบ้านน้ำกระจาย  ต.พะวง  อ.เมือง  จ.สงขลา  จบชั้นมัธยมศึกษาสูงสุดชั้น   ม.๑  จากโรงเรียนมหาวชิราวุธ  จังหวัดสงขลา

                ๑.๒ การบรรพชาอุปสมบท

                        หนังกั้น   ทองหล่อ  ได้บรรพชาเป็นสามเณรในปี พ.ศ.๒๔๗๐  เมื่ออายุได้ ๑๗ ปี  อยู่ที่วัดน้ำกระจาย  เรียนธรรมศึกษาจนสอบได้นักธรรมชั้นโท  หลักธรรมที่ได้เล่าเรียนมานี้  หลังจากลาสิกขาบทแล้ว    หนังกั้นได้ใช้เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง  ทุกครั้งที่ได้แสดงหนังตะลุงจะสอดแทรกหลักธรรมสั่งสอนประชาชนให้ยึดมั่นในศาสนา  ให้ละเว้นความชั่ว  ให้ทำแต่ความดี  และชำระจิตใจให้สะอาดผ่องใส  โดยที่ผู้ฟังมิได้รู้ตัว ในปี พ.ศ. ๒๔๗๓  เขาลาสิกขาบทมารับราชการครูที่โรงเรียนวัดน้ำกระจาย

 

 

                ๑.๓ การสมรส

                        ในปี พ.ศ. ๒๔๗๖  หนังกั้น  ทองหล่อ  ทำการสมรสกับนางสาวฉิ้น  บุตรของนายเอียดบ้านน้ำกระจาย  มีบุตรด้วยกัน ๑ คน  คือ  นายประเทือง  ทองหล่อ

        ๒.ผลงาน

                หนังกั้น  ทองหล่อ  ชอบดูหนังตะลุงตั้งแต่เล็กแต่น้อยเหมือนเด็กๆทั่วไป  แต่ที่ผิดไปจากเด็กอื่นๆ คือ  ชอบอยู่บนโรงหนัง  สนใจการเชิดรูปหนัง   การกล่าวกลอน  การพากย์ และชอบถามโน่นถามนี่ กับนายหนังตะลุงอยู่เสมอ  โดยเฉพาะกับ  หนังเอียด  ปากพน  ซึ่งเป็นหนังตะลุงที่มีชื่อสียงอยู่ในจังหวัดสงขลาขณะนั้น  และมีศักดิ์เป็นอาของหนังกั้น  ทองหล่อด้วย  เมื่ออายุได้ ๑๓ ปี หนังกั้นได้  ทองหล่อเริ่มแสดงหนังตะลุง  โดยได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่หลายๆคน และได้รับการสนับสนุนจากหนังเอียดด้วย  ผลงานการแสดงหนังตะลุงของหนังกั้น  ทองหล่อ  เป็นที่นิยมชมชอบของคนดูเป็นอย่างยิ่ง  ส่งผลให้เขามีชื่อเสียยงโด่งดังขึ้นเรื่อยๆ  จนกระทั่งอายุได้ ๑๗ ปี เขาเกิดท้อถอยที่เห็นเพื่อนๆรุ่นราวคราวเดียวกันกับเขาเรียนจบการการศึกษาออกรับราชการ  ตนเองก็อยากจะรับราชการ  จึงตัดสินใจบรรพชาเป็นสามเณร  เพื่อเรียนทางลัดออกมารับราชการ  และเขาก็ได้รับราชการครูสมความปรารถนา

        หนังกั้น  ทองหล่อ  รับราชการครูได้ไม่ถึงขวบปีก็ลาออกจากครูมาแสดงหนังตะลุงอีก  เพราะเขาทราบดีว่าการเป็นครูไม่ถูกชะตากับเขา  เนื่องจากเป็นการสอนจำเจในเรื่องเดิมและคนฟังหน้าเดิม  การแสดงหนังตะลุงเป็นการสอนได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่  และเป็นอาชีพที่เขารัก  เป็นศิลปะที่ควรเผยแพร่  เขาแสดงหนังตะลุงมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วในจังหวัดภาคใต้  ตลอดไปจนถึงประเทศมาเลเซีย  มีผู้มาสมัครเป็นลูกศิษย์มากมาย  ในจำนวนลูกศิษย์ของหนังกั้น  เช่น  หนังเสริมศิลป์  ศ.กั้นทองหล่อ  ศิษย์เอกผู้ใกล้ชิดและได้รับการไว้วางใจจากหนังกั้นมากที่สุด  เป็นผู้ได้รับโล่รางวัลเกียรติยศ  ถ้วยเกียรติยศจากบุคคลสำคัญต่างๆมากมาย  ภูมิลำเนาปัจจุบัน  ๒๔๔ / ๓๐  หมู่บ้านอภิรมย์  ม.๑   ต. เขารูปช้าง  อ.เมือง  จ.สงขลา  นอกจากนี้ยังมี  หนังพร้อมน้อย  พัทลุง  หนังเชย  เชี่ยวชาญ  หนังแคล้ว  เสียงทอง   หนังนครินทร์  ชาทอง   หนังประเทือง  ระฆังทอง  เป็นต้น  ล้วนมีชื่อเสียงทั้งสิ้น

        หนังกั้น  ทองหล่อ แสดงหนังตะลุง  ตลอดระยะเวลา ๖๐  ปีเศษ  มีสถิติการแสดงหนังตะลุง  เฉพาะที่จังหวัดสงขลาไม่น้อยกว่า  ๒,๕๐๐ ครั้ง  ที่จังหวัดพัทลุง  ตรัง  ไม่น้อยกว่า  ๑,๕๐๐ ครั้ง  ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช  สุราษฏร์ธานี  กระบี่  พังงา  ไม่น้อยกว่า  ๘๐๐ ครั้ง ที่จังหวัดสตูล  ยะลา  ปัตตานี  นราธิวาส ไม่น้อยกว่า  ๓๐๐  ครั้ง  ในประเทศมาเลเซียไม่น้อยกว่า  ๖๐  ครั้ง  ถ้าเฉลี่ยต่อเดินหนึ่งประมาณ ๗ - ๘ ครั้ง

        ในปี พ.ศ. ๒๕๓๐  ได้รับพระราชทานปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาดนตรีและศิลปการแสดง  จากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ  สยามมกุฎราชกุมาร

 

 

 

 

 

 

 

 

     หนังฉิ้น  ธรรมโฆษณ์  ได้มีโอกาสแสดงเรื่อง “สวรรค์ประกาศิต” หน้าพระที่นั่งถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ในปี พ.ศ. ๒๕๑๗ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพอพระราชหฤทัย ประทานนามให้ว่า “หนังอรรถโฆษิต” เขาให้ความเห็นว่า “... ถ้าหนังตะลุงเห็นแก่เงิน มุ่งแสดงแต่เพียงจะสนองความต้องการของคนดูที่ไม่รู้ว่า หนังตะลุงที่แม้และดีเป็นอย่างไร ก็เท่ากับทำลายศิลปะประเภทนี้ไปโดยปริยาย ...” แสดงว่าเขามุ่งอนุรักษ์การแสดงศิลปะพื้นบ้านแบบดั้งเดิมไว้ และเขาเชื่อว่าได้กระทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว

        หนังฉิ้น  ธรรมโฆษณ์  มีชื่อจริงว่า  นายฉิ้น  อรมุต  แต่เนื่องจากอยู่บ้านธรรมโฆษณ์  ม. ๓  ต. สทิงหม้อ  อ. สิงหนคร  จ.สงขลา  จึงถูกเรียกว่า  หนังฉิ้น  ธรรมโฆษณ์  ตามชื่อหมู่บ้านที่เขาอยู่อีกอย่างหนึ่ง  อาจเป็นเพราะเขาฝึกหัดแสดงหนังตะลุงในวัดธรรมโฆษณ์ จนเกิดความชำราญ  หนังฉิ้น  ธรรมโฆษณ์  เกิดเมื่อวันที่  ๑๗  กันยายน  ๒๔๗๔  เป็นบุตรของนายยก  นางแช่ม  อรมุต  จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ จากโรงเรียนวัดธรรมโฆษณ์  ครั้นโตเป็นหนุ่มอายุ ๒๐  ปี  ได้แต่งงานกับนางสาวกิ้มเ***่ยว  คงสุวรรณ  เมื่อ พ.ศ.  ๒๔๙๗  มีบุตรชาย ๕  คน  หญิง ๓ คน

     หนังฉิ้น  ธรรมโฆษณ์  ไม่ชอบลอกเลียนแบบการแสดงของผู้อื่น  เรื่องหนังตะลุงที่เขานำมาแสดงเป็นบทประพันธ์ของเขาเองทั้งสิ้น  อาศัยการฟังธรรมฟังเทศน์  การอ่านนิทานชาดก   การชมภาพยนตร์  เขานำมาประยุกต์แต่งเป็นเรื่องหนังตะลุง  ผู้ที่ชมเขาแสดงหนังตะลุงจะได้ทั้งความบันเทิง   คติสอนใจ   และหลักธรรมคำสอนอันเป็นสระในการดำรงชีวิตประจำวัน  เรื่องหนังตะลุงเด่นๆ ของเขา  เช่น  ห้วงรักเหวทำลาย  กามเทพลวง  เพื่อนบุญ  เพลิงพยาบาท  พลีชีพเพื่อชู้  เทพธิดาดง  จำเลยรัก  เป็นต้น

        ในปี พ.ศ. ๒๕๑๗  หนังฉิ้น  ธรรมโฆษณ์  ได้แสดงถวายหน้าพระที่นั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ  ที่พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์  จ.นราธิวาส ทรงพระราชทานนามให้ว่า “หนังอรรถโฆษิต” ซึ่งทรงแปลให้ว่า “คณะหนังตะลุงที่ประกาศความดี”

        ในปี พ.ศ. ๒๕๓๒  หนังฉิ้น  ธรรมโฆษณ์  คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติประกาศยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ  สาขาศิลปการแสดง ( หนังตะลุง )

        ในปี พ.ศ. ๒๕๓๓  ได้รับพระราชทานโล่และเข็มเชิดชูเกียรติจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  นอกจากนี้แล้ว หนังฉิ้น  ธรรมโฆษณ์ ได้รับพระราชทานเครื่องอิสรยาภรณ์  จตุรถาภรณ์มงกุฎไทย ( จ.ม. ) ในปี พ.ศ. ๒๕๓๖  อีกด้วย

 

 

ถนอม  พูนวงศ์.”ประวัติศาสตร์เมืองสงขลา”, กรุงเทพฯ:

    สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์,๒๕๔๕

 

 

 

 

 

 

          “..มวลหมู่มนุษย์ทั้งหลายที่เกิดมาไม่เอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน ย่อมทำให้จิตใจของผู้นั้นมีความสุขเป็นที่ตั้ง เฉกเช่นศิลปินศิลปะพื้นบ้านในแขนงหนังตะลุง มโนราห์  ลิเกป่า กาหลอ  เพลงบอก ทั้งหลายเหล่านี้ของชาวปักษ์ใต้  สิ่งเหล่านี้หากไม่มีมนเสน่ห์ก็คงไม่สืบทอดต่อๆมาเป็นระยะเวลาร้อยๆปีหรอก  สิ่งเหล่านี้ได้แสดงถึงความฉลาดของชาวปักษ์ใต้ ..  ซึ่งเชื่อได้ว่า 20 % ของวิถีชีวิตของชาวปักษ์ใต้นั้นเกี่ยวข้องกับหนังตะลุง   ศาสตร์และศิลป์เหล่านี้ยังคงอยู่ในจิตใจของชาวปักษ์ใต้ไม่เสื่อมคลาย ซึ่งศิลปะอันน่าหวงแหน ทรัพย์สินในแผ่นดินแม่เหล่านี้คือสิ่งที่ประเทืองปัญญาให้ชาวปักษ์ใต้..”

     หากใครไม่ชอบหนังตะลุง มโนราห์ นั้นคือสิทธิ์ เสรีภาพ ของแต่ละบุคคล   ไม่ชอบหนังตะลุง มโนราห์...

 

“แต่อย่าดูถูก ... เพราะถ้าดูถูกสิ่งเหล่านี้ก็เท่ากับว่า

มันผู้นั้นได้ดูถูกบรรพบุรุษของตัวมันเอง

ดูถูกรากเหง้าแห่งความเจริญงอกงามของศิลปวัฒนธรรม

....  ที่บรรพบุรุษได้สร้างเอาไว้”

 

“...

 ไม่ว่าจะตายกี่หน หรือเกิดกี่หน

ก็จะขอเกิดมาเป็นคนใต้

อยู่ในแผ่นดินใต้ที่คงความเจริญงอกงาม

ของศิลปวัฒนธรรมปักษ์ใต้บ้านเรา

ที่บรรพบุรุษได้วางรากฐานแห่งความงดงามเอาไว้

ที่คนปักษ์ใต้บ้านเราหวงแหนและภูมิใจกันนักกันหนา

และศิลปะอันมีมนเสน่ห์เหล่านี้

ก็จะอยู่ในใจชาวปักษ์ใต้ไม่เสื่อมคลาย

ตราบใดที่ชาวใต้ทุกคนยังคงรักและหวงแหนสิ่งเหล่านี้อยู่

และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเด็กรุ่นใหม่ๆ

ก็จะรัก  หวงแหน ศิลปะเหล่านี้

ตามเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษ

ที่ได้สืบทอดมาให้ลูกหลาน

หากชาวปักษ์ใต้ไม่หวงแหนศิลปะบ้านเรา

แล้วใครเล่าจะมาคอยดูแลและสืบทอดศิลปะเหล่านี้ให้

...”

 

 

 

ปัจจุบันแม้ว่าหนังตะลุงไม่ได้เป็นที่นิยมแพร่หลายอย่างในอดีต

 

แต่หนังตะลุงก็เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่กลุ่มชนพื้นบ้านได้ร่วมกัน

 

สร้างสรรค์ขึ้นมา เพื่อสนองความต้องการของชีวิตและสังคม  หนังตะลุง

 

จึงมีความผูกพันกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านมาช้านาน

 

ได้สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านและความเป็นไป

 

ของสังคมไว้เกือบทุกแง่ทุกมุม ...

 

เพราะนอกจากหนังตะลุงจะมีบทบาทในฐานะที่เป็นสื่อบันเทิงแล้ว

 

ยังมีบทบาทในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของคติเตือนใจ

 

ให้แก่ชาวบ้านอีกด้วย    ฉะนั้นวิถีชีวิตของชาวบ้าน

 

จึงมีความเกี่ยวข้องกับหนังตะลุงอย่างแยกไม่ออก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



   Admin ลบความคิดเห็นนี้