Logo Webboard ของ anuraknu


ติดต่อโฆษณา  |  สมัครใช้งานสุดยอดแห่ง Free Webboard ได้แล้ววันนี้ คลิ๊ก !!  | แจ้งบอร์ดไม่เหมาะสม


  ค่าย อนุรักษ์ฯ มน.

  

  Topic : การอนุรักษ์ทรัพยากรดิน

Delete
Admin ลบกระทู้
   Page [1]
  ผู้ชมทั่วไป admin

 m_man_p@hotmail.com 61.7.156.182:10.0.2.1

  โพสต์เมื่อ : 13 พ.ค. 2549 12:25 น.



  เป็นการใช้ดินอย่างชาญฉลาดโดยมีการป้องกัน และลดปัญหาการพังทลายตามธรรมชาติแล้วหน้าดินอุดมสมบูรณ์หนา 1 ซม. จะใช้เวลาสร้าง 100-400 ปี แต่กิจกรรมของมนุษย์จะทำให้หน้าดินสูญเสียไปได้ในเวลาเพียง 10-20 ปี เท่านั้น (ศูนย์นิเทศอาชีวศึกษาภาคเหนือ, 2537) ถ้าดินจำนวน 1 ไร่ เสียหน้าดินไป 1 นิ้ว จะทำให้ผลผลิตข้าวโพดลดลง 1-3 ถัง (วินัย และบานชื่น, 2537) จึงจำเป็นต้องอนุรักษ์ดินไว้ด้วยวิธีการต่างๆ ดังต่อไปนี้

1.การป้องกันการพังทลายและสูญเสียหน้าดิน ทำได้หลายวิธี คือ

    1.1 การเพาะปลูกพืชอย่างถูกวิธี ได้แก่
    1) การใช้วัสดุคลุมดิน (Mulching) คือ การใช้พวกเศษซากพืช พลาสติก มูลสัตว์ ฯลฯ คลุมหน้าดินไว้ เพื่อป้องกันการชะล้าง เพิ่มอินทรียวัตถุ และรักษาความชื้นในดินไว้
    2) การปลูกพืชคลุมดิน (Cover cropping) เป็นการปลูกพืชที่มีรากมาก รากลึก ใบแผ่แน่น และโตเร็ว เช่น หญ้าแฝก ยึดหน้าดินไว้เพื่อป้องกันการชะล้างและช่วยรักษาความชื้น นอกจากนี้ ซากพืชยังทำให้ดินร่วนซุยและอุ้มน้ำได้ดีขึ้นอีกด้วย
    3) การปลูกพืชสลับเป็นแถบ (Strip cropping) คือ การปลูกพืชต่างชนิดกันสลับเป็นแถบตามที่ราบหรือขวางความลาดเทของพื้นที่ที่ลาดชัน ประมาณร้อยละ 2-12 เพื่อลดความรุนแรงของการไหลของน้ำ
    4) การปลูกพืชตามแนวระดับ (Contour cropping) ได้แก่ การปลูกพืชขวางความลาดเทของพื้นที่ตามเส้นแนวระดับหรือเส้นแนวขอบเนิน (contour line) เพื่อจะลดความรุนแรงของการไหลของน้ำในพื้นที่ซึ่งมีความลาดเทร้อยละ 3-8
    5) การปลูกพืชตามขั้นบันได (Terracing) คือ การทำดินเป็นขั้นขวางตามแนวลาดชัน เพื่อเก็บกักน้ำ ลดความเร็วของน้ำ และกักแร่ธาตุที่ถูกชะล้างไว้ให้กับดิน
    6) การปลูกพืชบังลม (Windbreak) เป็นการปลูกพืชที่มีกิ่งใบแน่น ไม่โค่นล้มง่ายขวางทางลมไว้เพื่อลดความแรงของลม และลดการระเหยของน้ำที่ผิวหน้าดิน

    1.2 การควบคุมการไหลของน้ำในแหล่งน้ำ ทำได้หลายวิธี เช่น
    1) การสร้างเขื่อน และฝายเพื่อเก็บกักและลดอัตราการไหลของน้ำ
    2) การสร้างกำแพงกั้นตามชายฝั่งน้ำ เพื่อป้องกันตลิ่งพังทลาย
    3) การสร้างแนวกำแพง หรือปักหลักไม้ (หลักรอ) เพื่อบังคับทิศทางการไหลของน้ำ โดยไม่ก่อปัญหาการพังทลายของดินตามชายฝั่ง

    1.3 ไถพรวนเชิงอนุรักษ์ (Conservation tillage) เพื่อลดการสูญเสียดิน และน้ำ
    1) ไถดินไม่ให้แตกร่วนมากเกินไป
    2) ไถดินให้เป็นร่องลึกมากกว่าไถให้เป็นร่องกว้าง
    3) ไถโดยปล่อยให้เศษซากพืชตกค้างตามผิว และใต้ดิน
    4) ไถดินน้อยๆ ครั้ง เพื่อลดการรบกวนเดิม

2.การป้องกันการสูญเสียธาตุอาหารพืช และเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน

    2.1 ป้องกันการเผาป่าหรือการเกิดไฟไหม้ป่า เพราะความร้อนของไฟจะทำลายฮิวมัส
(humus) ซึ่งเป็นอินทรียสารที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุอาหารพืช

    2.2 ไม่ทำไร่เลื่อนลอย เพราะจะขาดการจัดการดิน จึงทำให้หน้าดินเสื่อมโทรม

    2.3 การปลูกพืชหมุนเวียน (Crop rotation) เป็นการปลูกพืชสองชนิดหรือมากกว่าในพื้นที่เดียวกันโดยปลูกไม่พร้อมกันเพื่อให้ธาตุอาหารพืชที่อยู่ในความลึกระดับต่างๆ ถูกพืชนำไปใช้ และควรเลือกปลูกพืชตระกูลถั่วด้วย เพราะถั่วจะช่วยเพิ่มแร่ธาตุไนโตรเจนให้แก่ดิน

    2.4 ไถกลบซากพืช รวมทั้งการทำปุ๋ยพืชสดซึ่งเป็นการปลูกพืชตระกูลถั่ว แล้วไถกลบลงไปในดินในช่วงที่กำลังออกดอก เพื่อเพิ่มธาตุอาหารพืชและอินทรียวัตถุแก่ดิน

    2.5 ใส่ปุ๋ย ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยหมัก จะให้ผลในเชิงอนุรักษ์ดีกว่าปุ๋ยเคมี

    2.6 ไม่ควรปลูกพืชที่ใช้ธาตุอาหารพืชมากเกินไปหรือพืชทำลายดิน พืชเหล่านี้ ได้แก่ ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง และยูคาลิปตัส

3.การปรับปรุงดิน ได้แก่ การปรับความเป็นกรด ด่าง เค็ม หรือ สภาพทางกายภาพของดินให้สามารถใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น เช่น

    3.1 การใส่ปูนขาว (แคลเซียมไฮดรอกไซด์ หรือแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์) หรือใส่ปูนมาร์ลเพื่อแก้ไขดินกรด

    3.2 การใส่ยิปซัมเพื่อแก้ไขดินด่าง

    3.3 การทดน้ำเพื่อชะล้างเกลือ หรือกรดออกจากดิน

    3.4 การใส่แกลบเพื่อดูดซับเกลือที่จะซึมขึ้นมายังผิวดินเดิม

    3.5 การใส่อินทรียวัตถุ เช่น หญ้า ฟางข้าว เถาถั่ว ฯลฯ ลงในดินเพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ ทำให้ดินเหนียวมีลักษณะร่วนขึ้น ดินทรายเกาะตัวกันได้ดีขึ้น และช่วยให้ดินด่างมีความเป็นกรดมากขึ้น

4.การแก้ปัญหาการขาดแคลนพื้นที่เพื่ออยู่อาศัยและประกอบอาชีพ

    4.1 เพิ่มประสิทธิภาพผลการวางแผนครอบครัว

    4.2 เพิ่มประสิทธิภาพของการใช้ที่ดิน เช่น ส่งเสริมให้เกษตรกรทำการเกษตรแผนใหม่ ซึ่งใช้พื้นที่จำกัดแต่ได้รับผลผลิตสูง ใช้แรงงานตลอดทั้งปี และมีรายได้อย่างต่อเนื่อง หรือทำการเกษตรตามแนวทฤษฏีใหม่ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานเมื่อปี พ.ศ. 2532 เพื่อแก้ปัญหาฝนแล้ง ความยากจน และการมีหนี้สินของเกษตรกร โดยมุ่งเน้นให้เกษตรกรใช้พื้นที่เพียง 10-15 ไร่ ในอัตราส่วน 30:30:30:10 นั่นคือ จัดเป็นแหล่งน้ำเพื่อการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์น้ำร้อยละ 30 แปลงปลูกพืชยืนต้น พืชผักพืชไร่ และพืชสมุนไพรร้อยละ 30 นาข้าวร้อยละ 30 และจัดเป็นพื้นที่บ้าน เลี้ยงสัตว์ โรงเรือน หรือสิ่งอำนวยความสะดวกร้อยละ 10 ทฤษฏีนี้ทำให้รูปแบบในการพัฒนาเกษตรกรรายย่อยของไทยชัดเจนขึ้น อันจะนำไปสู่เศรษฐกิจแบบพอเพียงและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติได้

    4.3 ใช้ระบบวนเกษตร เช่น การจัดสรรพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมให้ราษฎรเข้าอยู่อาศัย และปลูกป่าหรือไม้ยืนต้น หรือให้ใช้พื้นที่ป่าแต่ต้องช่วยรักษาต้นไม้หรือป่าไม้ไว้

    4.4 สร้างที่อยู่อาศัยในพื้นที่จำกัดให้รองรับประชาชนได้มากขึ้น

    4.5 พัฒนาพื้นที่ให้สามารถใช้ประโยชน์ได้ดียิ่งขึ้น เช่น การปรับปรุงดินเปรี้ยว ให้สามารถทำการเกษตรได้ หรือสูบดินทรายจากแหล่งน้ำขึ้นมาถมพื้นที่เพื่อจัดสรรเป็นที่อยู่อาศัย

5.การวางแผนและใช้ที่ดินอย่างเหมาะสม ได้แก่ การจัดทำผังเมือง และการแบ่งเขตการใช้ที่ดิน (zoning) ตามความเหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์ เช่น แบ่งเป็นเขตที่อยู่อาศัย การศึกษา เกษตรกรรม อุตสาหกรรม ท่องเที่ยว และเขตพื้นที่ปลูกไม้ยืนต้น



   Admin ลบความคิดเห็นนี้