Logo Webboard ของ rin_potgervill
ติดต่อโฆษณา  |  สมัครใช้งานสุดยอดแห่ง Free Webboard ได้แล้ววันนี้ คลิ๊ก !!  | แจ้งบอร์ดไม่เหมาะสม


  ห้องสอบ

  

  Topic : ห้องสอบวิชามักเกิ้ลศึกษา อาจารย์ แฮร์รี่ พอตเตอร์

Delete
Admin ลบกระทู้
   Page [1]
  สมาชิกพิเศษ
rin potgervill
คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดจริง
  
rin_potgervill@hotmail.com 61.90.72.223

  โพสต์เมื่อ : 28 ก.พ. 2549 18:27 น.

เชิญท่านเอาข้อสอบมาลงได้เลย แต่อย่าลืมบอกกฎ และนักเรียนจะเริ่มส่งได้เมื่อวันที่ 1 ไปแล้วนะ


   Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
 


  2 มี.ค. 2549 18:16 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
harrypotter
คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดจริง
  
fost_8536@hotmail.com 61.47.112.109

  

สอบวิชามั้กเกิ้ล

1.ให้น.ร.อธิบาย เกี่ยวกับมั้กเกิ้ลมา 5 บรรทัดโดยที่ ตัวอักษร มีขนาด 3 เท่านั้น! ส่งได้กระทู้เดียว ถ้าส่งเกิน ถูกหักคะแนน เเละถ้า กลัวพิมในนี้มัน 5 บรรทัด เเต่ออกไปไม่ถึง  5 บรรทัดล่ะก็  พิมไปในนี้ 10 บรรทัดเลยออกไปจะได้เกิน เเละถ้าน.ร. ลืมว่าตัวอักษรต้อง 3 ก็ไม่เป็นไร อาจารย์จะก๊อบเเละเอาตัวอักษร 3 เองเเล้วดูว่าผ่านไหม

2.ให้หาประวัติของ บุคคลใดก็ได้ที่เป็นมั้กเกิ้ล เเละหาประวัติ หามาสัก 5 คน ประวัติต้องยาวนะ ไม่ใช่สั้น ยิ่งยาวเท่าไหร่คะแนนก็จะดีไปด้วย 

 

การบ้านชิ้นนี้คะแนนเต็ม 200 คะแนน

 

อ.แฮร์รี่ พอตเตอร์

 


  2 มี.ค. 2549 20:44 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
yokao
คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดจริง
  
dokkaodokor@hotmail.com 203.114.118.156

  

สอบวิชามั้กเกิ้ล

1.ให้น.ร.อธิบาย เกี่ยวกับมั้กเกิ้ลมา 5 บรรทัดโดยที่ ตัวอักษร มีขนาด 3 เท่านั้น!

"มักเกิ้ล" เป็นชื่อเรียกผู้ที่ไม่มีเวทมนตร์ ไม่มีความสามารถเกี่ยวกับด้านเวทมนตร์เลย แต่ถ้าเป็นผู้ทีไม่สามารถใช้เวทมนตร์ได้แต่เกิดในตระกูลพ่อมดแม่มดเราจะเรียกว่า "สควิป"

แม้มักเกิ้ลจะไม่มีเวทมนตร์ แต่ก็มีความรู้ ความสามารถอย่างอื่นได้ ไม่จำเป็นว่ามีเวทมนตร์แล้วจะดีเลิศประเสริฐศรี

มักเกิ้ลก็ยังสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้โดยไม่จำเป็นต้องมีเวทมนตร์

ทำไมน่ะเหรอ?

เพราะมักเกิ้ลก็ยังมี 2 แขน 2 ขา 1 หัวใจ และอวัยวะร่างกายต่างๆ

ไม่จำเป็นต้องพึ่งเวทมนตร์เราก็ดำเนินชีวิตได้ด้วยร่างกายของเรา ร่างกายของแต่ละคนถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะต้องเป็นยังไง อาจจะครบ 32 อาจจะพิการ อาจจะสูญเสียอวัยวะบางอย่างไป

แต่คนเหล่านั้นยังไม่ตายนี่?

ตราบเท่าที่เหล่ามักเกิ้ลอย่างเรา ยังไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคในชีวิต ยังไม่ยอมแพ้สิ่งรอบตัวง่ายๆ เราก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งเวทมนตร์แล้ว

แต่พึ่งร่างกายของเรานี่แหละ ^^

2.ให้หาประวัติของ บุคคลใดก็ได้ที่เป็นมั้กเกิ้ล เเละหาประวัติ หามาสัก 5 คน

คนที่ 1

ประวัติของ เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์
pfbirdth1.JPGสวัสดีครับ ผมชื่อ ธงไชย แมคอินไตย์ ครับ ชื่อนี้คุณแม่ของผม คุณแม่ อุดม แมคอินไตย์ ท่านเป็นคนตั้งให้ผมครับ ส่วนคุณพ่อของผม คุณพ่อ เจมส์ แมคอินไตย์ นั้น ท่านอยากให้ผมชื่อ โกยทอง ครับผม แต่นับว่าเป็นโชคดีของผมที่คุณแม่ไม่ชอบ และไม่ยอม 'จะมาให้ลูกของฉันชื่อเชยๆอย่างนี้ได้ยังงัย' ผมก็เลยได้ใช้ชื่อ ธงไชย แมคอินไตย์ อย่างที่คุณๆ ท่านๆ ทราบ และรู้จักกันนั่นแหละครับ หรือจะเรียกผมว่า เบิร์ด ก็ได้นะครับ เพราะเป็นชื่อเล่นของผมเองครับ ส่วนชื่อจริงๆ ของผมก็คือ อัลเบิร์ท แมคอินไตย์

ผมได้ลืมตาดูโลกในวันที่ 8 ธันวาคม 2501 เป็นคนไทย สัญชาติไทย นับถือ ศาสนาพุทธ ครับ ผมมีความ สูง 177 ซม. และ นํ้าหนัก 65 กก. แถมยังเป็น โสด นะครับ

ผมเป็นคนมีการศึกษาด้วยครับ เพราะผมเป็นคนตั้งใจเรียน และเคยเรียนระดับประถมศึกษาที่ ร.ร. วัดนิมมานรดี, ระดับมัธยมต้นที่ร.ร. วัดปัญญาวรคุณ และระดับปวช.-ปวส.ที่วิทยาลัยพาณิชยการ ธนบุรี

ที่ผมปลื้มเป็นที่สุดคือ ปริญญากิตติมศักดิ์ ศิลปบัณฑิต คณะนาฎศิลปและดุริยางค์ - ดนตรีสากล ครับผม

pfbirdth2.JPGส่วนที่พำนักพักพิงของผมก็คือ บ้านใบไม้ 1166/2 สุขุมวิท 101/1 ซ.วชิรธรรมสาธิต 48 บางจาก พระโขนง กรุงเทพฯ 10250 ผมเป็นคนมีการมีงานทำครับ เป็นทั้ง ดารา-นักร้อง สังกัดค่าย จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด มหาชน เป็นค่ายเพลงนะครับ ไม่ใช่ค่ายมวย และผมก็ดีใจมากครับที่ได้มีโอกาสเป็น 1 ในผู้บริหารระดับสูงด้วยครับ

หากคุณคิดถึงผม อยากพูดคุยกับผม คุณก็ยังสามารถติดต่อกับผมโดยตรงที่ อีเมล์ birdthongchai@eotoday.com เขียนมาหากันบ้างนะครับ

ด.ช. ธงไชย แมคอินไตย์ หรือ เบิร์ด

"ผมโชคดีครับที่มีคนรัก และเมตตาอย่างมากมาย จึงทำให้ผมมีชื่อเสียงโด่งดังยาวนาน มาจนถึงทุกวันนี้ ปลื้มใจ ประทับใจจริงๆครับ ขอขอบคุณทุกคนเป็นอย่างมากครับ และขอให้รักผมอย่างนี้ต่อไปนานๆ นะครับ" ด้วยรักและผูกพัน ^_^

ผลงานเพลงของ เบิร์ด :
  1. ปี 2529 อัลบั้ม หาดทราย สายลม สองเรา
  2. ปี 2530 อัลบั้ม สบาย สบาย
  3. ปี 2530 อัลบั้ม รับขวัญวันใหม่ หรือ ขอบใจจริงๆ
  4. ปี 2531 อัลบั้ม ส.ค.ส. หรือ เสียงกระซิบ
  5. ปี 2533 อัลบั้ม บูมเมอแรง
  6. ปี 2534 อัลบั้ม พริกขี้หนู
  7. ปี 2537 อัลบั้ม ธ ธง
  8. ปี 2539 อัลบั้ม ดรีม
  9. ปี 2541 อัลบั้ม ธงไชย เซอร์วิส
  10. ปี 2542 อัลบั้ม ตู้เพลงสามัญประจำบ้าน
  11. ปี 2544 อัลบั้ม สไมล์คลับ
  12. ปี 2545 อัลบั้ม รับแขก
อัลบั้มพิเศษของ เบิร์ด :
  1. ปี 2529 อัลบั้ม บันทึกการแสดงสด คอนเสิร์ต แบบ เบิร์ด เบิร์ด ครั้งแรก
  2. ปี 2531 อัลบั้ม ธงไชย พ.ศ. 2501
  3. ปี 2533 อัลบั้ม เพลงประกอบคอนเสิร์ตแบบ เบิร์ด เบิร์ด มันอยู่ในมือมนุษย์บูมเมอแรง
  4. ปี 2533 อัลบั้ม รวมเพลง บทที่ระลึก
  5. ปี 2533 อัลบั้ม รวมเพลง บทที่ผูกพัน
  6. ปี 2534 อัลบั้ม บันทึกการแสดงสด คอนเสิร์ตเปิดอัลบั้ม เบิร์ด พริกขี้หน
  7. ปี 2536 อัลบั้ม เพลงประกอบละคร วันนี้ที่รอคอย
  8. ปี 2537 อัลบั้ม ธ ธง กับ ธ เธอ (นั่นแหละ)
  9. ปี 2537 อัลบั้ม เพลงประกอบแบบ เบิร์ด เบิร์ด โชว์ อยากเห็นท้องฟ้าเป็นอย่างในฝัน
  10. ปี 2537 อัลบั้ม เทปบันทึกแบบ เบิร์ด เบิร์ด โชว์ อยากเห็นท้องฟ้าเป็นอย่างในฝัน
  11. ปี 2538 อัลบั้ม ขนนก กับ ดอกไม้
  12. ปี 2538 อัลบั้ม เพลงประกอบภาพยนตร์ คู่กรรม
  13. ปี 2539 รวมฮิต เดอะ เวรี่ เบสท์ ออฟ เบิร์ด
  14. ปี 2540 อัลบั้ม เบิร์ด อันรีรีส
  15. ปี 2540 อัลบั้ม รวมเพลงพิเศษจากกรีนคอนเสิร์ต หมายเลข3 ซิงกิ้ง เบิร์ด
  16. ปี 2540 อัลบั้ม เพลงประกอบละคร นิรมิต
  17. ปี 2541 อัลบั้ม ธงไชย เซอร์วิส พิเศษ
  18. ปี 2542 อัลบั้ม เบิร์ด เลิฟ ฮิตส์
  19. ปี 2543 อัลบั้ม เบิร์ด แดนซ์ ฮิตส์
  20. ปี 2543 อัลบั้ม เพลงประกอบ แบบ เบิร์ด เบิร์ด โชว์ อโรคา จอมยา กับ ยาใจ
  21. ปี 2543 อัลบั้ม ร้อยเพลงรักไม่รู้จบ 1-10
  22. ปี 2544 อัลบั้ม เลิฟบีท 1-2
  23. ปี 2544 สไมล์มิกซ์

ผลงานละคร :

  1. นํ้าตาลไหม้ (ช่อง3)
    (นพพล โกมารชุน, ลินดา ค้าธัญเจริญ, ชลิต เฟื่องอารมย์ และธงไชย แมคอินไตย์)
  2. มงกุฏฟาง (ช่อง3)
    (ธงไชย แมคอินไตย์ กับ พรพรรณ เกษมสุ)
  3. ทายาทท่านผู้หญิง (ช่อง5)
  4. เมื่อรักร้าว (ช่อง9)
    (ยุรนันท์ ภมรมนตรี, มยุรา ธนบุตร, นาถยา แดงบุหงา และธงไชย แมคอินไตย์)
  5. ขมิ้นกับปูน (ช่อง9)
    (ส.อาสนจินดา, เดือนเต็ม สาลิตุล, นิรุต ศิริจรรยา, กาญจนา จินดาวัฒน์ และธงไชย แมคอินไตย์)
  6. วงเวียนหัวใจ (ช่อง9)
    (ธงไชย แมคอินไตย์ กับ ธิติมา สังขพิทักษ์)
  7. บ้านสอยดาว (ช่อง7)
    (ศรัณยู วงศ์กระจ่าง, อุทุมพร ศิลาพันธ์, มยุรา ธนบุตร และธงไชย แมคอินไตย์)
  8. พลับพลึงสีชมพู (ช่อง7)
    (ธงไชย แมคอินไตย์ กับ มนฤดี ยมาภัย)
  9. ดวงไฟใยไม่ส่องฉัน (ช่อง7)
    (ธงไชย แมคอินไตย์ กับ อัจฉราพรรณ ไพบูลย์สุวรรณ)
  10. คู่กรรม (ช่อง7)
    (ธงไชย แมคอินไตย์ กับ กมลชนก โกมลฐิติ)
  11. วันนี้ที่รอคอย (ช่อง7)
    (ธงไชย แมคอินไตย์ กับ สิเรียม ภักดีดำรงค์ฤทธิ์)
  12. นิรมิต (ช่อง7)
    (ธงไชย แมคอินไตย์ กับ อารียา สิริโสภา)
  13. ความทรงจำใหม่ หัวใจเดิม (ช่อง5)
    (ธงไชย แมคอินไตย์ กับ คัทลียา แมคอินทอช)
ผลงานภาพยนตร์ :
  1. ขอแค่คิดถึง
    (สุชาติ ชวางกูร, ใหม่ เจริญปุระ และธงไชย แมคอินไตย์)
  2. บ้านสีดอกรัก
    (สรพงษ์ ชาตรี, เนาวรัตน์ ยุกตนันท์, จารุณี สุขสวัสดิ์, พรพรรณ เกษมสุ และธงไชย แมคอินไตย์)
  3. ด้วยรักคือรัก
    (ธงไชย แมคอินไตย์ กับ อัญชลี จงคดีกิจ)
  4. อีกครั้ง
    (ธงไชย แมคอินไตย์ กับ อัญชลี จงคดีกิจ)
  5. ด้วยรักและผูกพัน
    (ธงไชย แมคอินไตย์ กับ กาญจนา จินดาวัฒน์)
  6. หลังคาแดง
    (ธงไชย แมคอินไตย์ กับ จินตหรา สุขพัฒน์)
  7. คู่กรรม
    (ธงไชย แมคอินไตย์ กับ อาภาศิริ นิติพล)
  8. 2046 (กำลังอยู่ในระหว่างการถ่ายทำ)
    (ธงไชย แมคอินไตย์, ทาคูยะ คิมูระ, เหลียงเฉาเหว่ย และ เฟย์ วอง)

pfbirdth3.JPG
(รางวัล บิลบอร์ด อวอร์ด ซึ่งเบิร์ดได้รับรางวัลนี้เป็นคนแรกในทวีปเอเซีย)

รางวัลที่เคยได้รับ :

  1. ปี 2526 รางวัลนักร้องดีเด่น และรางวัลพิเศษจากประชาชน-คณะกรรมการบริหารมูลนิธิ สยามกลการ
  2. ปี 2529 รางวัลเมขลา นักร้องดีเด่นประจำปี
  3. ปี 2530 เพลงที่มหาชนให้คะแนนนิยมคือ ขอบใจจริงๆ จาก โค๊ก มิวสิคอวอร์ด
  4. ปี 2530 ศิลปินยอดเยี่ยมจากสำนักงานเยาวชนแห่งชาติ(สยช.)
  5. ปี 2532 รางวัลเมขลา ดารานำชายยอดเยี่ยม จากเรื่อง คู่กรรม
  6. ปี 2532 รางวัลโทรทัศน์ทองคำ ดารานำชายยอดเยี่ยม จากเรื่อง คู่กรรม
  7. ปี 2532 นักร้องยอดเยี่ยมจากเวที สีสันอวอร์ด
  8. ปี 2534 รางวัล เอ็มทีวี อาเซี่ยน วิวเวอร์ชอยซ์ อวอร์ด
  9. ปี 2536 รางวัลโทรทัศน์ทองคำ ดารานำชายยอดเยี่ยมจากเรื่อง วันนี้ที่รอคอย
  10. ปี 2536 โหวต อวอร์ด ดาราชายยอดนิยม
  11. ปี 2536 โหวต อวอร์ด นักร้องชายยอดนิยม
  12. ปี 2538 รางวัลตุ๊กตาทอง ดารานำชายยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง คู่กรรม
  13. ปี 2539 รางวัล บิลบอร์ด วิวเวอร์ ชอยซ์ อวอร์ด (ได้รับรางวัลนี้เป็น คนแรกในทวีปเอเซีย)
  14. ปี 2544 รางวัล สีสัน อวอร์ด เพลง เล่าสู่กันฟัง
  15. ปี 2544 รางวัล ท็อปอวอร์ด นักร้องยอดเยี่ยม
  16. ปี 2544 รางวัล แชนแนลวี มิวสิควีดีโอ อวอร์ด นักร้องยอดเยี่ยม
  17. ปี 2545 รางวัล ท็อปอวอร์ด นักร้องยอดเยี่ยม

คนที่ 2 ประวัติสมเด็จย่า

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีพระนามเดิมว่า "สังวาลย์" ทรงพระราชสมภพในวันอาทิตย์ที่ ๒๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๔๓ ในครอบครัวของพระชนก ชื่อ "ชู" พระชนนีชื่อ "คำ" ซึ่งเป็นครอบครัวสามัญชน อาชีพช่างทอง ตั้งนิวาสสถานอยู่ที่ธนบุรีละแวกวัดอนงคาราม ภายหลังพระญา ติได้จดทะเบียนใช้นามสกุลว่า "ชูกระมล" แต่เมื่อต่างวายชนม์ลงก็ไม่มีผู้ใดใช้สกุลนี้อีกต่อไป

เมื่อทรงพระเยาว์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีได้ทรงศึกษาในโรงเรียนวัดอนงคาราม แผนกเด็กนักเรียนหญิง ต่อมาทรงย้ายไป ศึกษาที่โรงเรียนของหม่อมเจ้าหญิงมัณฑารพกมลาสน์ โรงเรียนใกล้พระบรมมหาราชวัง และโรงเรียนสตรีวิทยาตามลำดับ

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงกำพร้าพระชนกตั้งแต่มีพระชนมายุไม่มากนัก ต่อมาพระญาติได้นำขึ้นถวายตัวเป็ นข้าหลวงรุ่นเด็กของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ (สมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร) พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ และสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี (สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า)
ครั้นเมื่อมีพระชนมายุได้ ๙ พรรษา ก็ทรงกำพร้าพระชนนีอีก จึงทรงอยู่ในพระอุปการะของสมเด็จพระศรีสวรินทิราฯ และสมเด็จเจ้าฟ้าฯ วไลยอลงก รณ์ตลอดมา

เมื่อทรงออกจากโรงเรียนสตรีวิทยาแล้ว ได้ทรงเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์และหญิงพยาบาลแห่งศิริราช จนครบหลักสูตร ๓ ปี จากนั้นได้รับพระราชทานทุนเล่าเรียนเพื่อ คัดเลือกไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นทุนเล่าเรียนที่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมขุนสงขลานครินทร์ (พระยศในขณะนั้น) ขอพระราชทานไว้สำหรับนักเรียนพยาบาล
สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ทรงศึกษาวิชาแพทยศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ด รัฐแมสสาชูแสตต์ สหรัฐอเมริกา ในเวลาที่อธิบดีกรมสาธารณสุขได้คัดเลือก นางสาวสังวาลย์ และนักเรียนพยาบาลอีกผู้หนึ่ง ส่งไปศึกษาต่อ อันเป็นเหตุให้ได้เข้าเฝ้าฯ เป็นครั้งแรกในฐานะนักเรียนทุนของพระราชมารดา จนกลายเป็นที่สนิทเสน่หาในเวลาต่อมา

พุทธศักราช ๒๔๖๒ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ได้ทรงหมั้นนางสาวสังวาลย์ที่สหรัฐอเมริกา และเมื่อเสด็จฯกลับประเทศไทยเพื่อถวายพระเ พลิงพระบรมศพสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงได้กราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมรา ชานุญาตเสกสมรสตามกฎมณเฑียรบาล เมื่อได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้ว นางสาวสังวาลย์จึง ได้เดินทางกลับมา และมีพิธีอภิเษกสมรสที่วังสระปทุม ในวันที่ ๑๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๖๓ มีศักดิ์เป็นหม่อมสังวาลย์ มหิดล ณ อยุธยา

เมื่ออภิเษกสมรสแล้ว สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดล กรมขุนสงขลานครินทร์ (สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก) ได้เสด็จฯ พร้ อมหม่อม (สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) กลับไปทรงศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกาเฉพาะสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี นั้นได้ทรงศึกษาหลักสูตรเตรียมพยาบาลที่วิทยาลัยซิมมอนส์ เมืองบอสตัน รัฐแมสสาชูแสตต์ ต่อมาก็ทรงเข้าศึกษาหลักสูตรการสาธารณสุขเกี่ยวกับโรงเรียนที่สถาบัน เอ็ม.ไอ.ที. ครั้นถึง พุทธศักราช ๒๔๖๕ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร ทรงประชวรพระวักกะ (ไต) ทั้งสองพระองค์ต้องเสด็จกลับประเทศ ไทยอีกครั้ง เพื่อตามเสด็จพระเชษฐภคินีออกไปรักษาพระองค์ที่ต่างประเทศ
พุทธศักราช ๒๔๖๖ สมาชิกใหม่แห่งราชสกุลมหิดลได้ประสูติที่ประเทศอังกฤษ และได้รับพระราชทานพระนามว่า "กัลยาณิวัฒนา" และในปลายปี เดียวกันนั้นได้เสด็จกลับประเทศไทย
สมเด็จพระบรมราชชนก ทรงรับราชการในกระทรวงธรรมการ ในตำแหน่งอธิบดีกรมมหาวิทยาลัย และข้าหลวงสำรวจการศึกษาทั่วไป ทรงงานหนักทำให้พระพลานามัยทรุดโทรม แพทย์ถวายความเห็นให้เสด็จฯไปรักษาพระองค์ในต่างประเทศ จึงได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเสด็จฯไปทรงศ ึกษาที่ประเทศเยอรมนีเมื่อกลาง พุทธศักราช ๒๔๖๘ และในปีเดียวกันนั้น สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้ประสูติพระโอรสที่เมืองไฮเดลเบิร์ก ปร ะเทศเยอรมนี รับพระราชทานพระนามว่า "อานันทมหิดล"
พุทธศักราช ๒๔๖๙ ได้ทรงย้ายไปประทับที่รัฐแมสสาชูแสตต์ ประเทศสหรัฐอเมริกาอีกครั้งหนึ่งเพื่อทรงศึกษาต่อ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงเข้าศึกษาวิชาคหกรรมศาสตร์ ณ วิทยาลัยซิมมอนส์ ส่วนสมเด็จพระบรมราชชนก ได้ทรงศึกษาต่อในวิชาแพทยศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด จนทรงสำเร็จ การศึกษาได้รับปริญญาเกียรตินิยม ในปีพุทธศักราช ๒๔๗๐ เป็นปีที่พระโอรสองค์สุดท้ายประสูติที่โรงพยาบาลเมาท์ออเบอร์น เมืองเคมบริดจ์ และได ้รับพระราชทานพระนามว่า "ภูมิพลอดุลยเดช"
พุทธศักราช ๒๔๗๑ สมเด็จพระบรมราชชนกและสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เสด็จฯ กลับประเทศไทย พร้อมด้วยพระธิดา พระโอรส ทรงเป็น "นายแพทย์" ที่สมบูรณ์และได้ทรงงานแพทย์ด้านการสาธารณสุขอย่างเต็มพระกำลังจนพระสุขภาพทรุดโทรมอย่างรวดเร็ว และในวันที่ ๒๔ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๗๒ สวรรคต ณ พระตำหนัก วังสระปทุม
ขณะนั้น สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีพระชนมายุเพียง ๒๙ พรรษา ต้องทรงรับพระภาระเลี้ยงดูพระธิดาและพระโอรส ซึ่งมีพระชนมายุ ๖ พรรษา ๔ พรรษา และ ๒ พรรษา ตามลำดับ
การสาธารณสุข
ทรงจัดตั้งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เพื่อออกรักษาพยาบาลและป้องกันโรคแก่ประชาชนใน เขตชายแดนและเขตทุรกันดารอื่นๆ หน่วยแพทย์นี้เรียกว่า แพทย์อาสา สมเด็จพระศรีนครินทรา-บรมราชชนนี (พอ.สว.) ผู้ปฏิบัติงานล้วนเป็นอาสาสมัคร กิจการ พอ.สว. ยังมีบทบาทสำคัญใน ด้านทันตสาธารณสุข และช่วยนำคนไข้ที่ป่วยเฉพาะโรคในที่ห่างไกลมารับการรักษาพยาบาลต่อไป
การฟื้นฟูปลูกป่าและพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดอยตุง
ใน พุทธศักราช ๒๕๓๑ ได้ทรงริเริ่มโครงการพัฒนาดอยตุงขึ้นในพื้นที่อำเภอแม่จันและแม่สาย จ.เชียงราย มีเนื้อที่ประมาณ ๙๐,๐๐๐ กว่าไ ร่ เพื่อฟื้นฟูป่า ต้นน้ำ ลำธาร ในบริเวณที่เสื่อมโทรม และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้คนกับป่าอยู่ด้วยกันได้อย่างกลมกลืน นอกจากนั้น โครงการฯ ยังได้ส่งเสริมฝึกอาชีพอื่นๆ ให้แก่ราษฎร ทำให้มีรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีรับสั่งว่า เมื่อพระชนมายุได้ ๙๐ พรรษา จะเสด็จกลับมาประทับปฏิบัติพระราชกรณียกิจในประเทศไทยเป็น การถาวร รัฐบาลและประชาชนจึงได้ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติฯ ที่บริเวณดอยตุง อำเภอแม่จัน กิ่งอำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย
และได้จัดพื้นที่ทรงงานถวาย นอกจากนั้นยังได้ถวายพื้นที่สำหรับทรงสร้างพระตำหนักเป็นที่ประทับ มีทัศนียภาพที่เห็นป่าค่อย ๆเจริญเติบโต มีอากาศเหมาะกับพระสุขภาพ ด้วยต้องกับพระราชปณิธานว่า "อยากจะปลูกป่า" ซึ่ง "การปลูกป่า" นี้ได้กลายเป็นโครงการพั ฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) เป็นประโยชน์ต่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ การอนุรักษ์ต้นน้ำ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่ในบริเวณพื้นที่โครงการ

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงเริ่มมีพระอาการประชวรตั้งแต่ทรงหกล้มในห้องพระบรรทม เมื่อกลางปีพุทธศักราช ๒๕๓๔ จากนั้น ต้องเข้ารับถวายการรักษาที่โรงพยาบาลศิริราชอีก ๒ ครั้ง ในเดือนพฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๓๖ และเดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๓๗ ก่อนจะเข้ารักษาพระอาการประชวรครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๓๘ และสวรรคตเมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๓๘ รวมพระชนมายุได้ ๙๔ พรรษา

ตลอดพระชนม์ชีพ สมเด็จพระบรมราชชนนีทรงยึดมั่นในการบำเพ็ญประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทย ทรงประกอบพระราชกรณียก ิจอื่นๆเป็นอเนกอนันต์ ได้พระราชทานพระราชานุเคราะห์แก่มูลนิธิและองค์การกุศลต่างๆ ตามกำลังพระราชทานทรัพย์มาตลอด นับตั้งแต่ พุทธศักราช ๒๕๐๗ เป็นต้นมา

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงพระราชสมภพในครอบครัวชาวบ้าน ทรงเจริญพระชนม์ยืนนานถึง ๕ แผ่นดิน (รัชกาลที่ ๕ - รัชกาลที ่ ๙) ในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง มากมายที่เกิดขึ้นในสังคมไทย พระชนม์ชีพของพระองค์ได้เปลี่ยนแปลงไปตามโอกาสและ สถานการณ์แวดล้อมจนขึ้นสู่สถานะทางสังคมที่สูงยิ่ง เป็นถึงสมเด็จพระบรมราชชนนี และทรงใช้สถานภาพอันสูงยิ่งนี้ทรงงานเพื่อส่วนรวมมาโดยตลอด ทรงได้รับการเฉลิมพระเกียรติเป็น พระมารดาแห่งการแพทย์ชนบท และพระมารดาแห่งการสังคมสงเคราะห์
ด้วยเหตุนี้ในโอกาสครบรอบ ๑๐๐ ปี วันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พุทธศักราช ๒๕๔๓ องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธ รรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) จึงมีมติในการประชุมสมัยสามัญ ครั้งที่ ๓๐ เมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๒ ประกาศให้มีการเฉลิมฉลองในฐานะที ่ทรงเป็น "บุคคลของโลกที่มีผลงาน ดีเด่นเพื่อส่วนรวมในด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ประยุกต์ การพัฒนามนุษย์ สังคม และ สิ่งแวดล้อม"

คนที่ 3 ประวัติของ คุณ สืบ นาคะเสถียร


สืบ  นาคะเสถียร
2492 - 2533

ผมคิดว่า ชีวิตผมทำได้ดีที่สุดแล้ว
เท่าที่ผมมีชีวิตอยู่
ผมคิดว่า ผมได้ช่วยเหลือสังคมดีแล้ว
ผมคิดว่า ผมได้ทำตามกำลังของผมดีแล้ว
และ...ผมพอใจ ผมภูมิใจสิ่งที่ผมทำ ...

ตำนานนักอนุรักษ์ไทย สืบ นาคะเสถียร ผู้ที่รักป่าไม้ สัตว์ป่าและธรรมชาติ ด้วยกายวาจา

          สืบ นาคะเสถียรหรือนามเดิมชื่อ"สืบยศ" เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2492ที่ตำบลท่างาม อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรีบิดาชื่อ นายสลับ นาคะเสถียร เคยดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด ปราจีนบุรี มารดาชื่อ นางบุญเยี่ยม นาคะเสถียร สืบ นาคะเสถียรมีพี่น้องทั้งหมด 3 คน โดยสืบ นาคะเสถียร เป็นบุตรชายคนโต น้องชายและน้องสาวอีก 2 คนคือคุณกอบกิจ นาคะเสถียรและคุณกัลยา รักษาสิริกุลคุณสืบมีบุตรสาว 1 คน ชื่อชินรัตน์ นาคะเสถียร ในวัยเด็ก สืบ นาคะเสถียร ได้ช่วยงานในนาของมารดา   ทำงานอยู่กลางแจ้งทั้งวันโดยไม่ปริปากบ่น บุคลิกประจำตัว คือเมื่อเขาสนใจหรือตั้งใจทำอะไรแล้วก็จะมีความมุ่งมั่น ตั้งใจทำอย่างจริงจังจนประสบความสำเร็จ และเป็นผู้ที่มีผลการเรียนดีมาโดยตลอด

          โดยที่สายตระกูลของคุณสืบ นาคะเสถียร เป็นครอบครัวชาวนา ชีวิตในช่วงปฐมวัย จึงต้องช่วยทำงานในนา ของมารดา เมื่อว่างจากภาระดังกล่าว ก็ออกท่องเที่ยวไปกับเพื่อนๆ โดยมีไม้ง่ามหนังสติ๊กคู่ใจ ได้เข้าเรียนชั้น ประถมตอนต้น ที่โรงเรียนประจำจังหวัด ปราจีนบุรี ช่วงปิดเทอมว่างจากการเรียน ก็ออกไปช่วยทางบ้าน ยกเสริมแนวคันนาเอง เพื่อไม่ให้มีข้อพิพาทกับเพื่อนบ้าน ทำงานอยู่กลางแจ้งทั้งวัน แม้แดดจะร้อนก็มิเคยปริปากบ่น ครั้นเรียนจบชั้นประถม 4 ต้องจากครอบครัวไปเรียนอยู่ที่ โรงเรียนเซนหลุยส์ จังหวัดฉะเชิงเทรา จนกระทั่งเรียนจบชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5

          พ.ศ.2511 เข้าศึกษาในคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  สืบมีความตั้งใจในการศึกษา อย่างเต็มประสิทธิภาพและเข้าร่วมกิจกรรมนิสิต โดยเป็นที่ทราบกันดีระหว่าง ผู้ใกล้ชิดว่าสืบ  นาคะเสถียร เป็นผู้มีใจรักศิลปะ และสูงส่ง ในเชิงมนุษยสัมพันธ์ มีระเบียบในการดำเนินชีวิต ในสมัยเรียนอย่างมีแบบแผน  พ.ศ.2514 จบการศึกษาจาก คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  ต่อมา พ.ศ.2516 สืบ  นาคะเสถียเข้าทำงานที่ส่วนสาธารณะ ของการเคหะแห่งชาติ

         พ.ศ.2517 สืบเข้าศึกษาในระดับปริญญาโท สาขาวิชาวนวัฒน์วิทยา ที่คณะวนศาสตร์ มหาลัยเกษตรศาสตร์ จนสำเร็จการศึกษา  และในปี พ.ศ.2518 ได้เริ่มชีวิตข้าราชการ โดยบรรจุเข้ารับราชการ ตำแหน่งพนักงานป่าไม้ตรี กองอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้  และเริ่มชีวิตข้าราชการกรมป่าไม้ เมื่อปี พ.ศ.2518 ใน กองอนุรักษ์สัตว์ป่า ซึ่งขณะนั้นเป็นเพียงหน่วยงานเล็ก ๆ ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้น เขาตัดสินเลือกกองนี้เพราะต้องการทำงาน เกี่ยวกับสัตว์ป่ามากกว่างานที่เกี่ยวพันกับผลประโยชน์ ป่าไม้โดยตรง สืบ เริ่มงานครั้งแรกที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขาเขียว-เขาชมภู่  จังหวัดชลบุรี ได้ผลักดันให้สืบ ต้องเข้าไปทำหน้าที่ผู้รักษากฎหมาย อย่างเลี่ยงไม่พ้น ที่นั่นเขาได้จับกุม ผู้บุกรุกทำลายป่าโดยไม่เกรงอิทธิพลใดๆ ผู้ต้องหาล้วนได้รับการปฏิบัติอย่างสุภาพนิ่มนวล  และที่นี่  สืบเริ่มเรียนรู้ว่า การเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่ซื่อสัตย์ นั้นเจ็บปวดเพียงไหน

          สืบทำงาน อยู่ 3-4 ปี  ในปี พ.ศ.2522 สืบก็ได้รับทุนจาก British  Council ไปเรียน ระดับปริญญาโท สาขาอนุรักษ์วิทยาที่มหาวิทยาลัยลอนดอน  ประเทศอังกฤษ จากนั้น พ.ศ.2524 กลับมารับตำแหน่งหัวหน้าเขต ห้ามล่าสัตว์ป่า  บางพระ มีส่วนร่วมในการจัดการและประสานงาน รวมทั้งเป็นวิทยากร ฝึกอบรมพนักงาน พิทักษ์ป่าอีกหลายรุ่น จนกระทั่ง  พ.ศ.2526 สืบได้ขอย้ายตัวเอง เข้ามาเป็นนักวิชาการ    กองอนุรักษ์สัตว์ป่า ทำหน้าที่วิจัยสัตว์ป่าเพียงอย่างเดียว “ ผมหันมาสนใจงานวิจัยมากกว่าที่จะวิ่งไปจับคน เพราะรู้ว่าจับได้แต่คนตัวเล็ก ๆ ตัวใหญ่ ๆ จับไม่ได้ก็เลย อึดอัดว่ากฎหมายบ้านเมืองนั้นมันใช้ไม่ได้กับทุกคน มันเหมือนกับว่าเราไม่ยุติธรรมเรารังแกชาวบ้าน

          ในระยะนี้ เป็นจังหวะที่สืบได้แสดงความเป็นนักวิชาการออกมาอย่างเต็มที่  งานวิจัยศึกษาสัตว์ป่าเป็นงานที่สืบ ทำได้ดีและมีความสุขในการทำงานวิชาการมาก สืบรักงานด้านนี้เป็นชีวิต จิตใจ อันเป็นจุดเริ่มต้นที่เขาได้ผูกพัน กับสัตว์ป่าอย่างจริงจัง เขาเริ่มใช้เครื่องมือต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกล้อง วีดีโอ กล้องถ่ายภาพนิ่งและการสเก็ตซ์ภาพ ในการบันทึกงานวิจัยทั้งหมด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้กลาย เป็นผลงานการวิจัยสัตว์ป่าชิ้นสำคัญของเมืองไทยในเวลาต่อมา มรดกที่สืบมอบให้กับคนรุ่นหลัง คือภาพถ่ายสไลด์สัตว์ป่าหายากนับพันๆ รูป ม้วนเทปวิดีโอภาพ สัตว์ป่าและปัญหา การทำลายป่าไม้ในเมืองไทยอีกหลายสิบม้วน ซึ่งสืบเป็นคนถ่ายเอง และหลายครั้งที่เขาลงทุนไปเช่าห้องตัดต่อ ในกรุงเทพฯ เพื่อตัดต่อเทปด้วยตนเอง

         สืบได้ผลิตงานวิจัยเกี่ยวกับสัตว์ป่าออกมามากมายตั้งแต่การสำรวจติดตาม ชนิดและพฤติกรรม การทำรังของนก สำรวจแหล่งอาศัยของกวางผา ค้นหาและศึกษาพฤติกรรม ของเลียงผา มาจนถึงการสำรวจศึกษา สภาพทางนิเวศของป่าห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่ฯ งานวิจัย เหล่านี้ ทำให้เขาเริ่มผูกพัน กับสัตว์ป่าอย่างจริงจัง

         และในเวลา ต่อมา พ.ศ.2529 สืบได้รับมอบหมาย ปฏิบัติงานในหน้าที่ หัวหน้าโครงการอพยพสัตว์ป่าตกค้าง ในพื้นที่อ่างเก็บน้ำ เขื่อนรัชชประภา(เชี่ยวหลาน) จังหวัด สุราษฏร์ธานี ให้เข้าไปช่วยเหลืออพยพสัตว์ป่าที่ตกค้าง ในอ่างเก็บน้ำ ซึ่งเกิดจากการสร้างเขื่อนเชี่ยวหลาน  สืบได้ทุ่มเทเวลาให้กับการกู้ชีวิตสัตว์ป่าที่หนีภัยน้ำท่วม โดยไม่ได้นึกถึง ความปลอดภัยของตนเองเลย จากการทำงานชิ้นดังกล่าวสืบ นาคะเสถียรเริ่มเข้าใจ ปัญหาทั้งหมดอย่างถ่องแท้ เขาตระหนักว่าลำพังงาน วิชาการเพียงอย่างเดียว ย่อมไม่อาจหยุดยั้งกระแส การทำลาย ป่าและสัตว์ป่าอันเป็นปัญหา ระดับชาติได้ ดังนั้น เมื่อมีกรณี รัฐบาลจะสร้างเขื่อนน้ำโจน ในบริเวณทุ่งใหญ่ฯ สืบจึงโถมตัวเข้าคัดค้านเต็มที่


สืบ นาคะเสถียรเป็นหัวหน้าโครงการอพยพ
สัตว์ป่า เป็นครั้งแรกในเมืองไทย

         พ.ศ.2530 สืบได้ปฏิบัติงานในโครงการศึกษา ผลกระทบสภาพแวดล้อม เพื่อพัฒนาพื้นที่ป่าพรุโต๊ะแดง จังหวัดนราธิวาส

 

        "เชี่ยวหลาน" เป็นชื่อแก่งน้ำแห่งหนึ่งในบริเวณ คลองแสง ซึ่งเป็นคลองที่มีน้ำเชี่ยวมากที่สุดใน ฤดูน้ำหลาก สองฟากฝั่ง คลองคือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า คลองแสง และอุทยาน แห่งชาติเขาสก ซึ่งจัดเป็นผืนป่าที่ อุดมสมบูรณ์มากที่สุด แห่งหนึ่งของเทือกเขาตะนาวศรี อยู่บริเวณรอยต่อ สามจังหวัด ของภาคใต้ คือ ระนอง พังงา และสุราษฎร์ธานี บนยอดทิวเขา สูงจากระดับน้ำทะเล ปานกลางประมาณ 1000 เมตร ซึ่งบัดนี้พื้นที่ป่าดงดิบ นับแสนๆ ไร่ ได้จมอยู่ใต้น้ำลึกเกือบ 100 เมตร กลายเป็น ทะเลสาบขนาดใหญ่ อันเกิดจากโครงการทำลายล้าง ธรรมชาติโครงการหนึ่งของ การไฟฟ้า เพื่อสร้างโรงไฟฟ้า พลังน้ำเขื่อนเชี่ยวหลาน สำหรับผลิตกระแสไฟ เมื่อสายน้ำ ในคลองแสงที่เคยไหล ตามธรรมชาติถูกปิดกั้น ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้ไหลเอ่อสองฝั่งตาม หุบเขา

        นับตั้งแต่เริ่มมี การกักเก็บน้ำเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2529 ระดับน้ำที่สูงขึ้นอย่าง รวดเร็วได้ไหลบ่าท่วม ป่าใหญ่ จมหายไป ส่วนที่เป็นเนินเขา และภูเขาก็ถูกตัดขาด แบ่งแยกเป็น เกาะเล็กเกาะน้อย มากมายถึง 162 เกาะ สัตว์ป่านานาชนิด ที่อาศัยอยู่บริเวณ นั้น ต้องได้รับ ผลกระทบ เนื่องจากแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัย ถูกน้ำท่วมฉับพลัน มีสัตว์ป่าจำนวนมากที่อพยพ หนีน้ำไม่ทันก็ต้องตายไป เป็นจำนวนมาก ไม่น้อยกว่า 338 ชนิด ในจำนวนนี้มี สัตว์ที่ใกล้จะสูญพันธุ์หลายชนิด เช่น ช้าง กระทิง วัวแดง สมเสร็จ เสือลายเมฆ เลียงผา ไก่ฟ้าหน้าเขียว นกหว้า และกบทูด สัตว์ที่ติดอยู่บนเกาะ ไม่อาจช่วยเหลือ ตัวเองได้ ต้องพากันจมน้ำหรือ อดอาหาร ตายอย่างทรมานในที่สุด ส่วนที่ยังไม่ตาย ก็ต้องประสบกับ ความทุกข์ทรมาน เนื่องจากแหล่งอาหาร และที่พักพิง ในยามที่แดดร้อนระอุ และความหนาวเย็น ของลมฝนที่พัด กระหน่ำเกือบทุกวัน เพราะต้นไม้ที่เหลือ อยู่บนเกาะก็กำลังจะตาย ใบหลุดร่วงสาเหตุ จากรากที่ดูดซึมน้ำต้องแช่อยู่ใต้ ระดับน้ำทำให้รากเน่า

 

           ต่อมาได้รับคำสั่งให้ดำรงตำแหน่ง หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสง จังหวัดสุราษฏร์ธานี อีกตำแหน่ง  และนอกจากนั้นก็ยังได้เป็นอาจาย์พิเศษ ประจำภาคชีววิทยา  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อรัฐบาลจะสร้างเขื่อนน้ำโจน จังหวัดกาญจนบุรี สืบได้จัดเตรียมเอกสารข้อมูลทางด้าน บทความและภาพถ่าย ทุ่มเทพลังใจและกาย เพื่อคัดค้านกรณีเขื่อนน้ำโจน และการบุกรุกทำลาย ทรัพยากรธรรมชาติทุกรูปแบบ         

          เขารีบเร่งทำรายงานผลการอพยพสัตว์ป่าจากเขื่อนเชี่ยวหลาน เพื่อบอกทุกคนให้รู้ว่า การช่วยเหลือสัตว์ป่า ที่ถูกทำลายถิ่นที่อยู่นั้น เป็นเรื่องที่เกือบจะไร้ผลโดยสิ้นเชิง  สืบยืนยันว่าการสร้างเขื่อนได้ทำลาย ล้างเผ่าพันธุ์ แหล่งอาหาร ตลอดจน ที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าอย่างรุนแรงและกว้างขวางเกินไป   กระทั่งความช่วยเหลือ จากมนุษย์ ไม่สามารถชดเชยได้ โดยการรวมพลังของกลุ่มนักอนุรักษ์ฯต่างๆในที่สุดโครงการสร้างเขื่อนน้ำโจน ก็ได้ถูกระงับไป

         พ.ศ.2531 สืบได้กลับเข้ามารับราชการที่กองอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ และต่อมา พ.ศ.2532 สืบ นาคะเสถียร ได้เข้ารับตำแหน่งหัวหน้าเขต รักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง 

         สืบได้พยายามในการที่จะ เสนอให้ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร และห้วยขาแข้งมีฐานะเป็นมรดกของโลก โดยได้รับการยกย่องอย่างเป็นทางการ จากองค์การ สหประชาชาติ  สืบเล็งเห็นว่า ฐานะดังกล่าวจะเป็นหลักประกัน สำคัญที่คอยคุ้มครองป่าผืนนี้เอาไว้ อย่างถาวร ปลายปี พ.ศ. 2532 สืบได้รับทุน ไปเรียนต่อระดับปริญญาเอก  ที่ประเทศอังกฤษ พร้อม ๆ กับได้รับมอบหมาย ให้ดำรงตำแหน่ง หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง  ซึ่งเป็นป่าอนุรักษ์ที่มีความสำคัญมากไม่แพ้ป่า ทุ่งใหญ่นเรศวร แต่ในที่สุด สืบ ก็ตัดสินใจเดินทางเข้ารับตำแหน่ง หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง แม้จะรู้ดีว่าหนทางข้างหน้าเต็มไปด้วย ความยากลำบากนานัปการ  

         พ.ศ.2533 จัดตั้งกองทุนเพื่อรักษาป่า ห้วยขาแข็งและทุ่งใหญ่นเรศวร เป็นวิทยากรบรรยาย และร่วมอภิปราย ในโอกาสและ สถานที่ต่างๆหลายแห่ง ส่วนมากเป็นหัวข้อเรื่อง "การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและ ปัญหาที่เกี่ยวข้อง" "การอพยพสัตว์ป่าตกค้าง ในเขื่อนเชี่ยวหลาน" เป็นต้น

         ป่าห้วยขาแข้งเป็นผืนป่าที่อุดมไปด้วยพรรณไม้และสัตว์ป่าอันล้ำค่า ทำให้หลายฝ่ายต่างก็จ้องบุกรุกเข้ามา หาผลประโยชน์ สืบได้แสดง เจตนารมณ์อันแน่วแน่ที่จะรักษาป่าผืนนี้ ไว้ให้ได้อย่างชัดแจ้ง  ตั้งแต่วันแรก ที่เข้าไปรับงานหัวหน้าเขตฯ  เขาได้ประชุมเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าห้วยขาแข้งทั้งหมด และได้ประกาศ ให้รู้ทั่วกันว่า “ ผมมารับงานที่นี่ โดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน” สืบ  นาคะเสถียร พยายามปกป้องป่าห้วยขาแข้งอย่างเข้มแข็ง แต่ก็ ไม่อาจหยุดยั้ง การบุกรุกของกลุ่มที่แสวงหาผลประโยชน์ได้

          การดูแลผืนป่าขนาดหนึ่งล้านไร่ ด้วยงบประมาณและกำลังคนที่จำกัด กลายเป็นภาระหนักอึ้งที่ตกอยู่บนบ่า ของเขา มันทั้งกัดกร่อนบั่นทอนและสร้างความตึงเครียดให้กับสืบอยู่ตลอดเวลา  สืบค้นพบว่าปัญหาสำคัญ ของห้วยขาแข้งเกิดจากความยากจนที่ดำรงอยู่โดยรอบเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งนี้ ทำให้กลุ่มผลประโยชน์ และผู้มีอิทธิพลสามารถยืมมือชาวบ้านในเขตป่าสงวนเข้ามาตัดไม้ และลักลอบล่าสัตว์ในเขตป่าอนุรักษ์ ได้อย่างต่อเนื่อง

          ในทรรศนะของเขา หนทางหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาได้คือการสร้างแนวป่ากันชนขึ้นมา จากนั้น อพยพราษฎร ออกนอกแนวกันชน แต่พัฒนาแนวกันชนดังกล่าวให้เป็นป่าชุมชนที่ชาวบ้านสามารถเข้าไปหาประโยชน์ได้ อย่างไรก็ตาม สืบไม่มีอำนาจเพียงพอที่จะเข้าไปจัดการเรื่องนี้ให้ปรากฏเป็นจริง

          ดังนั้นเขาจึงได้พยายามประสานงานกับผู้ใหญ่ผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง ชี้แจงให้เห็นถึงความสำคัญของแนวคิด ดังกล่าว แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจฟังปล่อยให้สืบ ต้องดูแลป่าห้วยขาแข้งไปตามยถากรรมด้วยความเหนื่อยล้า ความผิดหวังและความคับแค้นใจ

          เช้ามืดวันที่ 1 กันยายน พ.ศ.2533  สืบ  นาคะเสถียร ตัดสินใจผ่าทางตันด้วยการสั่งเสียลูกน้อง คนสนิท และเขียนจดหมายสั่งลา 6 ฉบับ ชำระสะสางภาระ รับผิดชอบและทรัพย์สินส่วนตัวที่คั่งค้าง มอบหมาย เครื่องใช้ และอุปกรณ์ในการศึกษาวิจัยด้านสัตว์ป่า ให้สถานีวิจัย สัตว์ป่าเขานางรำ เพื่อนำไปใช้ตาม วัตถุกระสงค์ดังกล่าว  ตั้งศาลเพื่อแสดงความคารวะต่อ ดวงวิญญาณของเจ้าหน้าที่ ซึ่งพลีชีพรักษาป่าห้วยขาแข้ง  แล้วสวดมนต์ไหว้พระ จนจิตใจสงบขณะที่ฟ้ามืดกำลัง เปิดม่านรับวันใหม่ เสียงปีนดังขึ้นนัดหนึ่งในราวป่าลึก ที่ห้วยขาแข้ง สืบ นาคะเสถียร ก็ปิดม่านชีวิตของเขาลง และเป็นบทเริ่มต้น ตำนานนักอนุรักษ์ไทย  สืบ นาคะเสถียร ผู้ที่รักป่าไม้ สัตว์ป่าและธรรมชาติ ด้วยกายวาจา

 

หนึ่งเปรี้ยง! ปืนลั่นสะท้านป่า
หนึ่งวูบไหวผวา .. ทั้งป่าลั่น
หนึ่งคืน ... นานยาวราวกัปกัลป์
หนึ่งฝันฟุบแล้วลับแนวไพร
หนึ่งคน ควรค่าคารวะ
สืบสร้างสัจจะ ยิ่งใหญ่
หมื่นคำร่ำหาอาลัย
รวมใจสืบทอดเจตนา

จีรนันท์   พิตรปรีชา
3   กันยายน   2533

 

         และหลังจากนั้นอีกสองอาทิตย์ต่อมา ห่างจากบริเวณที่เกิดเสียงปืนดังขึ้นไม่กี่สิบเมตรบรรดาเจ้าหน้าที่ ระดับสูงของกรมป่าไม้ รวมทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด นายทหาร นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ นายอำเภอ ป่าไม้เขต และ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ อีกนับร้อยคน ต่างกุลีกุจอมาประชุมกันที่ห้วยขาแข้ง อย่างแข็งขัน เพื่อหามาตรการป้องกันการบุกรุก ทำลายป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง  สืบ นาคะเสถียร รอวันนี้มาตั้งแต่วันแรกที่เขามาดำรงตำแหน่ง หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งนี้แล้ว แต่หากไม่มีเสียงปืนนัดนั้น การประชุมดังกล่าวก็คงไม่เกิดขึ้นเช่นกัน...

          การจากไปของสืบ นาคะเสถียรได้ส่งผลสะเทือนอย่างล้ำลึกต่อผู้คนที่รักธรรมชาติ และแสวงหาความเป็นธรรม ในสังคม ทั้งนี้เพราะว่าในยามที่ยังมีชีวิตอยู่ สืบมิได้เป็นเพียงข้าราชการอาชีพที่มีภาระการงานเกี่ยวกับการพิทักษ์ป่า และสัตว์ป่าเท่านั้น หากเป็นผู้นำคนสำคัญของขบวนการอนุรักษ์ธรรมชาติในประเทศไทยเป็นผู้ที่เคยต่อสู้เพื่อปกปัก รักษาทรัพยากรป่าไม้และสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติโดยไม่คำนึงภัยอันตรายใดๆ การจากไปของเขานับเป็นความสูญเสีย ครั้งยิ่งใหญ่ และเป็นความสูญเสียที่นักอนุรักษ์ธรรมชาติทุกคนไม่อาจปล่อยให้ ผ่านพ้นไป โดยปราศจากความทรงจำ

 บทกวี ... อาลัย-สืบ นาคะเสถียร

คนที่ 4 คุณ ป่วย อึ้งภากรณ์

ป๋วย  อึ้งภากรณ์
2459 - 2542


   กูชายชาญชาติเชื้อ        ชาตรี
กูเกิดมาก็ที                     หนึ่งเฮ้ย
กูคาดก่อนสิ้นชี-               วาอาตม์
กูจักไว้ลายเว้ย                 โลกให้แลเห็น

ป๋วย  อึ้งภากรณ์

ตำนานที่ไม่ตายของเสรีไทยผู้กล้าหาญ ข้าราชการผู้ชื่อสัตย์ของแผ่นดินที่ต้องจากบ้านไปไกล

         ป๋วย   อึ้งภากรณ์เกิดเมื่อวันที่ 9  มีนาคม  พ.ศ.2459  ที่บ้านตรอกโรงสูบน้ำ  ตลาดน้อย เป็นบุตรของนางเซาะเซ็ง  แซ่เตียวและนายซา   แซ่อึ้ง ชื่อของ "ป๋วย" นั้น เตี่ยของป๋วยตั้งให้เป็น ชื่อตัว (ซึ่งต่างจากชื่อสกุลและชื่อรุ่นคือ generation ตามธรรมเนียมจีน-ชื่อสกุลของป๋วย คือ "อึ้ง"  ชื่อรุ่นคือ "เคียม" อ่านทั้งสามตัวตามลำดับ ประเพณีจีน สำเนียงแต้จิ๋วจะเป็น "อึ้ง ป้วย เคียม" แต่ถ้าอ่านโดดๆวรรณยุกต์จะเปลี่ยนไป ชื่อสกุลเป็น "อึ้ง" และชื่อตัวเป็น "ป๋วย" ) คำว่า "ป๋วย" แปลตรงตัวได้ว่า "พูนดินที่โคนต้นไม้" เพราะตัวประกอบในอักษรระบุไว้เช่นนั้น  แต่มีความหมายกว้างออกไปอีกคือ "บำรุง" "หล่อเลี้ยง" "เพาะเลี้ยง"และ"เสริมกำลัง"

        มารดาของป๋วยเป็นบุตรสาวคนแรกของเจ้าของร้านขายผ้าที่สำเพ็งอยู่ใกล้ตรอก โรงโคม ส่วนบิดาเป็นคนจีน ทำงานช่วยพี่ชายที่แพปลาแถวปากคลองวัดปทุมคงคา ทั้งสองสามีภรรยาไม่ค่อยมีรายได้มากนัก แต่ก็มีตั้งใจส่ง ลูกชายเข้าเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก  แผนกภาษาฝรั่งเศส  ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีค่าเล่าเรียนแพง (ปีละ 70 บาท)   เมื่อเด็กชายป๋วยอายุได้เก้าขวบ บิดาของป๋วยก็เสียชีวิตโดยไม่มีทรัพย์สินเงินทองทิ้งไว้ให้  ลุงเป็นคนรับอุปการะ ส่งเสียเงินให้เป็นรายเดือน  แม้ว่าจะมีปัญหาด้านการเงิน มารดาของป๋วยก็สนับสนุนให้เรียนหนังสือที่เดิมจนสำเร็จ การศึกษา ขณะอายุได้ 18 ปี ป๋วยได้มาเป็นมาสเตอร์หรือครูที่โรงเรียนอัสสัมชัญ  สอนวิชาคำนวณและภาษาฝรั่งเศส  มีรายได้เดือนละ 40 บาท แบ่งให้แม่ 30 บาท

          ต่อมาในปี พ.ศ.2477 ป๋วยได้สมัครเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง เป็นนักศึกษารุ่นแรก ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มีการบังคับให้เข้าชั้นเรียน  ทางมหาวิทยาลัยได้จัดพิมพ์คำบรรยายออกจำหน่ายในราคาถูก วิชาละประมาณ 2 บาท เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนที่กำลังทำงานอยู่สามารถศึกษาเองได้  ป๋วยใช้เวลาในตอนค่ำและ วันหยุด  ป๋วยใช้เวลาเรียนอยู่ 4 ปีก็สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีทางกฎหมายและการเมืองในปี พ.ศ.2480  หลังจากนั้น ป๋วยก็ลาออกจากโรงเรียนอัสสัมชัญ มาทำงานเป็นล่ามภาษาฝรั่งเศส ให้แก่อาจารย์ชาวฝรั่งเศสผู้หนึ่งที่มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์และการเมือง 

          ในเดือนเมษายน  พ.ศ.2481 ป๋วยได้รับทุนรัฐบาลที่สอบชิงทุนได้  ไปเรียนระดับ ปริญญาตรี สาขาวิชา เศรษฐศาสตร์และการคลังที่ London School of Enconomic & Political Science  มหาวิทยาลัยลอนดอน แต่หลังจากนั้นอีก 6 เดือนมารดาของ ป๋วยก็ เสียชีวิตลง

          ป๋วยใช้เวลาสามปีก็สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี  ป๋วยเป็นนักเรียนดีเด่นและเป็น ศิษย์เอกของ ศาสตราจารย์เฟรเดอริก  ฮาเย็ก(ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี พ.ศ.2517)  ป๋วยเป็น คนไทยคนเดียว ในมหาวิทยาลัยนี้ที่สอบได้คะแนนสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งในบรรดาเกียรตินิยม อันดับหนึ่งด้วยกันในปี พ.ศ.2485  ได้เกรดเอแปดวิชา  และเกรดบีหนึ่งวิชา   จากผลการเรียนอันดีเด่นของป๋วย ทำให้ได้รับทุนลีเวอร์ฮูล์ม  สามารถ ศึกษาต่อระดับปริญญาเอกได้ทันที   แต่ในระหว่างนั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้น  ทำให้ป๋วยตัดสินใจ ทำงาน เพื่อชาติ

          วันที่ 8 ธันวาคม  พ.ศ.2484 กองทัพญี่ปุ่นบุกประเทศไทย   รัฐบาลไทยในสมัยนั้น มีจอมพล ป.  พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีประกาศสงครามเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น และ ต่อมาก็ประกาศสงครามกับประเทศอังกฤษและ สหรัฐอเมริกา   รัฐบาลไทยเรียกตัวคนไทย ในอังกฤษและสหรัฐอเมริกาให้เดินทางกลับ  โดยขู่ว่าผู้ที่ไม่เดินทางกลับจะถูกถอดสัญชาติ ไทย  ปรากฏว่าคนไทยจำนวนหนึ่งได้จัดตั้งขบวนการต่อต้านญี่ปุ่นขึ้นทั้งในและนอก ประเทศในนามของขบวนการ "เสรีไทย" ภายในประเทศมีนายปรีดี  พนมยงค์  ผู้สำเร็จ ราชการ เป็นหัวหน้า ส่วนในสหรัฐอเมริกามี ม.ร.ว.เสนีย์  ปราโมช อัคราชทูตไทยในเป็น หัวหน้า  เสรีไทยปฏิเสธการประกาศสงครามของรัฐบาลไทย ซึ่งทำให้สหรัฐอเมริกา ประกาศรับรองฐานะของเสรีไทย

          ส่วนทางด้านประเทศอังกฤษ ปรากฏว่าอัครราชทูตไทยยอมเดินทางกลับประเทศตามคำสั่งของรัฐบาล  แต่ป๋วย และคนไทยจำนวนหนึ่งไม่ยอมกลับประเทศ  ได้ร่วมกันก่อตั้งคณะเสรีไทยขึ้นในประเทศอังกฤษเพื่อประกาศ ไม่ยอม อยู่ใต้อาณัติรัฐบาลไทยที่ยอมเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น  เสรีไทยจำนวน 36 คนสมัครเข้าเป็นทหารในกองทัพบก อังกฤษ  เสรีไทยกลุ่มนี้มีฉายาว่า "ช้างเผือก"(White Elephants) ในช่วงแรกป๋วยได้รับยศเป็นร้อยเอกแห่งกองทัพบก อังกฤษ มีชื่อจัดตั้งว่า "นายเข้ม เย็นยิ่ง"

          นายเข้ม  เย็นยิ่งต่อมาได้รับคำสั่งให้ลงเรือบรรทุกทหารจากลิเวอร์พูล เล่นเรืออ้อมทวีปแอฟริกามาขึ้นฝั่ง ที่ประเทศอินเดีย  ได้มาฝึกหลักสูตรนักรบแบบกองโจรและการจารกรรมที่เมืองปูนา  มีการฝึกการใช้อาวุธและวิธีการ ต่อสู้ต่างๆเป็นเวลาครึ่งปี  ในเดือนกันยายน  พ.ศ.2486 นายเข้มเป็นทหารฝ่ายสัมพันธมิตรชุดแรกที่ได้รับคำสั่งให้ เข้ามาติดต่อกับขบวนการเสรีไทยในประเทศไทย ที่มี "รูธ" หรือนายปรีดี พนมยงค์เป็นหัวหน้า เพื่อหาทางตั้งสถานี วิทยุติดต่อระหว่างกองทัพอังกฤษในอินเดียกับคณะเสรีไทย

          พฤศจิกายน พ.ศ.2486 ร้อยตรีเข้มได้เดินทางด้วยเรือดำน้ำของราชนาวีอังกฤษพร้อมสหายอีกสองคนจาก ลังกา   โดยมีเป้าหมายจะขึ้นฝั่งที่ตะกั่วป่า  จังหวัดพังงาเมื่อมาถึงที่หมายเรือดำน้ำจอดซุ่มรอนอกฝั่งหนึ่งสัปดาห์ แต่ไม่มีคนมารับจึงยกเลิกภาระกิจ  จึงกลับสู่ศรีลังกา   ต่อมาอีกหนึ่งสัปดาห์ร้อยตรีเข้มได้รับมอบภาระกิจอีกครั้ง ให้ลักลอบเข้าแผ่นดินไทย โดยการกระโดดร่มพร้อมอุปกรณ์เครื่องรับส่งวิทยุ  จึงได้เดินทางไปฝึกซ้อมกระโดดร่ม ในต้นเดือนกุมภาพันธ์  พ.ศ.2487 ที่แคว้นปัญจาบ  พอวันที่ 6 มีนาคม ร.ต.เข้มและเสรีไทยอีกสองคนมาขึ้นเครื่อง บินบี 24 ที่กัลตัตตา ประเทศอินเดีย มุ่งมาสู่แผ่นดินไทย  เป็นการกระโดดร่มแบบสุ่ม ไม่มีคนมารับที่ภาคพื้นดิน แต่สภาพอากาศไม่อำนวยเครื่องบินจึงเดินทางกลับไปกัลกัตตา  อีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมาเสรีไทยทั้งสามคนก็ขึ้น เครื่องบินอีก เพื่อปฏิบัติภาระกิจเดิม  โดยเข้ามาทางจังหวัดชัยนาท  เสรีไทยทั้งสามคนกระโดดร่มลง แต่ร.ต.เข้มถูก เจ้าหน้าที่ไทยและชาวบ้านช่วยกันล้อมจับกุมตัวไว้ได้  ถูกตั้งข้อหาว่าทรยศต่อชาติและทำจารกรรม  ถูกซ้อม และผลักเข้าสู่กอหนามโดยมีเจ้าหน้าที่เอาปืนจ่อข้างหลัง  และถูกนำมาขังล่ามโซ่ไว้บนศาลาวัดวังน้ำขาว  อำเภอ วัดสิงห์เป็นเวลาหลายวันจึงถูกส่งตัวมาลงเรือยนต์ล่องลำน้ำเจ้าพระยาเข้ามาที่ตึกสันติบาลในกรุงเทพฯ

          ด้วยความช่วยเหลือของตำรวจที่เป็นเสรีไทย ร.ต.เข้มจึงมีโอกาสเข้าพบกับนายปรีดี  พนมยงค์  ทำให้ฝ่าย เสรีไทยเริ่มเริ่มส่งวิทยุไปยังกองทัพอังกฤษที่อินเดียได้สำเร็จเป็นครั้งแรก  ทำให้หน่วยทหารจากอังกฤษและสหรัฐฯ สามารถเล็ดลอดเข้ามาปฏิบัติงานในแผ่นดินไทยได้สะดวกขึ้น  ในการทิ้งระเบิดของอังกฤษนายป๋วยได้ประสานติดต่อ กับอังกฤษแจ้งพิกัดไม่ให้เครื่องบินมาทิ้งระเบิดรพระบรมมหาราชวัง  ตลอดจนวังต่างๆ ทางอังกฤษก็ได้ตอบรับ ทำให้สถานที่สำคัญเหล่านี้สามารถอยู่รอดปลอดภัยมาจนทุกวันนี้

          ปลายสงครามโลกครั้งที่สองนายปรีดีส่งนายป๋วยกลับไปอังกฤษอีกครั้งหนึ่งเพื่อไปเจรจาให้รัฐบาลอังกฤษ ยอมรับว่าขบวนการเสรีไทยเป็นรัฐบาลอันชอบธรรมของไทย  ทำนองเดียวกับที่สหรัฐได้รับรองมาก่อนแล้ว  และ เจรจาให้อังกฤษยอมปล่อยเงินตราสำรองที่รัฐบาลไทยฝากไว้ที่ธนาคารกลางอังกฤษ

          เมื่อสงครามโลกยุติ  นายป๋วยได้รับยศพันตรีแห่งกองทัพบกอังกฤษ  ได้เป็นหนึ่งในผู้แทนไทยเดินทางไป เจรจาทางการทหารและการเมืองกับ ฝ่ายอังกฤษที่นครแคนดี ประเทศศรีลังกา   ได้ร่วมกับเสรีไทยจากอเมริกาอารักขา แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลและพระอนุชาที่กัลกัตตา  จากนั้น นายป๋วยก็คืนยศทหารแก่กองทัพ อังกฤษ แล้วกลับไปแต่งงานกับมาร์กาเร็ต   สมิทในปี พ.ศ.2489 และเรียนต่อระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยลอนดอน

          ปี พ.ศ.2491 ป๋วยได้เรียนสำเร็จปริญญาเอกโดยใช้เวลาสามปีทำวิทยานิพนธ์ "เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการ ควบคุมดีบุก" แต่เนื่องจากสถานการณ์ภายในประเทศไทย นายปรีดี  พนมยงค์ถูกทหารทำรัฐประหาร  ทำให้ สถานการณ์ไม่ปลอดภัย  ทางญาติของให้ป๋วยยังไม่ต้องรีบกลับมา

        ปี พ.ศ.2492 ดร.ป๋วยก็เดินทางกลับประเทศไทย บริษัทห้างร้านต่างๆจำนวนมากทั้งในและนอกประเทศ ต้องการตัวดร.ป๋วยไปทำงานโดยเสนอให้เงินเดือนสูงๆ แต่ในที่สุด ด.ร.ป๋วยก็เลือกที่จะรับราชการ เนื่องจากถือว่า ตนเองนอกจากจะเกิดเมืองไทย  กินข้าวไทยแล้ว ยังได้รับทุนเล่าเรียนรัฐบาลไทย  คือเงินของชาวนาชาวเมืองไทย ไปเมืองนอกแล้วผูกพันใจว่าจะรับราชการไทยด้วย   

          ดร.ป๋วยเข้ารับราชการครั้งแรกในตำแหน่งเศรษฐกร  กรมบัญชีกลาง  กระทรวงการคลัง ได้รับเงินเดือน ประมาณ 1,600 บาท สภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังอยู่ในสภาพฟื้นตัว  ต่อมาในปี พ.ศ.2495 ดร.ป๋วยได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยฝ่ายวิชาการของปลัดกระทรวงการคลัง  และกรรมการธนาคารแห่ง ประเทศไทย จนถึงปี พ.ศ.2496 ดร.ป๋วยก็ได้รับแต่งตั้งให้ดำรง ตำแหน่งรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้มีส่วนทำให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ต่างประเทศซึ่งมีปัญหามากในสมัยนั้น  กลับมีเสถียรภาพมากขึ้น  นักธุรกิจ มั่นใจค่าของ เงินบาทเมื่อเทียบกับเงินตราต่างประเทศ  ทำให้ราคาสินค้าลดลงและเงินสำรอง ระหว่างประเทศก็ขยาย ตัวเพิ่มมากขึ้น  

          วันที่ 25 ธันวาคม ปี พ.ศ.2496 คณะรัฐมนตรีมีมติให้ดร.ป๋วยพ้นจากตำแหน่ง รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศ ไทยไปรับราชการเป็นผู้เชียวชาญการคลัง กระทรวง การคลังเนื่องจากดร.ป๋วยปฏิเสธการที่จอมพลสฤษดิ์  ธนะรัชต์ ต้องการซื้อสหธนาคาร  กรุงเทพจำกัด แต่เนื่องจากธนาคารแห่งนั้นกระทำผิดระเบียบของธนาคารแห่งประเทศไทย และกำลังถูกปรับเป็นเงินหลายล้านบาท  จอมพลสฤษดิ์ขอให้ดร.ป๋วยยกเลิกการปรับ  แต่ดร.ป๋วยปฏิเสธและยืนกราน ให้คณะรัฐมนตรีปรับธนาคารแห่งนั้น  ในที่สุดคณะรัฐมนตรีก็ปฏิบัติตามข้อเสนอของดร.ป๋วย

          ต่อมาพลตำรวจเอกเผ่า  ศรียานนท์อธิบดีกรมตำรวจและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ก็พยายาม เสนอให้บริษัทแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกาซึ่งตนเองมีผลประโยชน์อยู่ด้วย  เป็นผู้จัดพิมพ์ธนบัตรไทยแทนบริษัทโทมัส เดอลารู  คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ดร.ป๋วยเป็นผู้พิจารณาเรื่องนี้   ดร.ป๋วยตรวจพบว่าา บริษัทดังกล่าวฝีมือไม่ดี ปลอมง่ายและมีชื่อเสียงในการวิ่งเต้น  จึงไม่มีความน่าเชื่อถือเพียงพอให้เป็นผู้จัดพิมพ์ธนบัตร  จึงทำรายงานเสนอ ให้ใช้บริษัทโทมัส  เดอลารูตามเดิม  แต่ถ้าหากจะตัดสินใจให้บริษัทอเมริกันเป็นผู้พิมพ์ธนบัตรก็จะออกจากราชการ คณะรัฐมนตรีก็มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของดร.ป๋วย  เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความไม่พอใจให้แก่พลตำรวจเอกเผ่า  ศรียานนท์เป็นอย่างมาก  ผู้มีอำนาจในประเทศขณะนั้นต่างไม่พอใจดร.ป๋วย  เพื่อความปลอดภัยพระบริภัณฑ์ยุทธกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจึงได้ให้ดร.ป๋วยไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจการคลังประจำสถานเอกอัคร ราชทูตไทยในอังกฤษ ในปี พ.ศ.2499  และยังได้เป็นผู้แทนไทยประจำคณะมนตรีดีบุกระหว่างประเทศ  มีผลทำให้ ไทยสามารถขายแร่ดีบุกเป็นสินค้าออกสำคัญของประเทศได้มากขึ้น

          ปี พ.ศ.2502 จอมพลสฤษดิ์ทำรัฐประหารยึดอำนาจการปกครอง  จอมพลสฤษดิ์มีชื่อเสียไม่ดีหลายด้านแต่ ข้อเด่นคือ การเลือกใช้คน  จอมพลสฤษดิ์ได้ให้ดร.ป๋วยกลับเมืองไทยเข้ามาช่วยงาน  ต่อมาเมื่อนายโชติ  คุณะเกษม ลาอกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  จอมพลสฤษดิ์ได้โทรเลขไปถึง ดร.ป๋วยซึ่งกำลัง ประชุมคณะรัฐมนตรีดีบุก โลกที่กรุงลอนดอน  เสนอให้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การคลัง  แต่ดร.ป๋วยปฏิเสธไปว่า ไม่ขอรับตำแหน่งนี้ เพราะเมื่อตอนเข้าเป็นเสรีไทย ได้สาบานไว้ว่า จะไม่รับตำแหน่งทางการเมืองใดๆ  จนกว่าจะเกษียณอายุราชการ  เพื่อ พิสูจน์ว่าไม่ได้หวังแสวงหาผลประโยชน์จากการเป็นเสรีไทย  เมื่อดร.ป๋วยกลับจากอังกฤษ จอมพลสฤษดิ์ก็แต่งตั้ง ให้ดร.ป๋วยเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย  ต่อมาได้รับ แต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง อีกตำแหน่งหนึ่ง  ดร.ป๋วยจึง ควบคุมทั้งนโยบายด้านการเงิน  การคลังและงบประมาณของประเทศ ในขณะที่อายุได้ เพียง 43 ปี   นอกจากนั้นดร.ป๋วยยังมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการสภาพัฒน์  เป็นกรรมการสภาการศึกษาแห่งชาติ

         แม้ว่าดร.ป๋วยจะมีตำแหน่งที่สูง แต่ก็ใช้ชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย  ชอบนุ่งกางเกงเวสต์ปอยต์มาทำงาน ไม่มีชุดดินเนอร์แจ็กเกตเป็นของตนเอง  ชอบกินก๋วยเตี๋ยว  ข้าวต้มกุ๊ย และเต้าฮวย

         ดร.ป๋วย  อึ้งภากรณ์ดำรงตำแหน่งงผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นเวลา 12 ปี นับเป็นผู้ว่าการที่อยู่ใน ตำแหน่งนานที่สุด   ตลอดสมัยที่ดร.ป๋วยเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยถือได้ว่าเป็นสมัยที่ธนาคารแห่ง ประเทศไทยปลอดจากการเมืองมากที่สุด และเป็นยุคที่สามารถรักษาเสถียรภาพเงินตราไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง เงินบาท ได้รับได้รับความเชื่อมั่นจากทั้งในและนอกประเทศ  ทำให้มีการค้าขายและการลงทุนเพิ่มขึ้น  นอกจากนั้นเงินทุน สำรองระหว่างประเทศก็เพิ่มมากขึ้นเป็นประวัติการณ์  ธนาคารแห่งประเทศไทยเริ่มขยายสาขาออกไปสู่ภูมิภาค สามารถจัดตั้งโรงพิมพ์ธนบัตรได้สำเร็จ  ไม่จำเป็นต้องไปพิมพ์ธนบัตรในต่างประเทศ มีการอออกพระราชบัญญัติ ธนาคารพาณิชย์ปี พ.ศ.2505  ซึงถือเป็นแม่บทของธนาคารพาณิชย์ตลอดจนนำเทคนิคนโยบายทางการเงินที่ สำคัญๆ เช่น อัตราเงินสดสำรองอัตราส่วนลดมาใช้ และชักจูงให้ธนาคารปฏิบัติตามกฎระเบียบ อันจำเป็นต่อการ เสริมสร้างความมั่นคงในระบบการธนาคาร และอนุมัติให้ธนาคารพาณิชย์เปิดสาขามากขึ้นและขยายไปทั่ว ราชอาณาจักร ทำให้กิจการธนาคารพาณิชย์ต่างๆเจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็ว

          ปี พ.ศ.2507 ดร.ป๋วยได้กล่าวสุนทรพจน์ ของสมาคมธนาคารไทยเพื่อเตือนสติผู้มีอำนาจมีใจความว่า จอมพล ถนอม นายกรัฐมนตรีผู้มีคำขวัญประจำใจว่า "จงทำดี จงทำดี จงทำดี" มีนโยบายไม่เห็นด้วยที่รัฐมนตรีจะไปยุ่งเกี่ยว กับ "การค้า" แต่ทำไมจึงมีรัฐมนตรีบางคนไปเป็นกรรมการในธนาคารต่างๆ หรือเป็นเพราะว่าธนาคารพาณิชย์ไม่ใช่ "การค้า" ชนิดหนึ่ง กลอนนั้นมีข้อความว่า

 

       ยังจนในไม่รู้อยู่ข้อหนึ่ง
ท่านปรารมภ์ผมก็เห็นเด่นประเทือง
        ตัวอย่างเช่นเป็นรัฐมนตรี
อย่าเกี่ยวข้องเที่ยวรับทำเป็นกรรมการ
        ผมสงสัยไม่แจ้งกิจการค้า
กิจการธนาคารท่านผู้ใหญ่จะไม่เกี่ยว

 

 

จอมพล ถ. ท่านแถลงแจ้งเป็นเรื่อง
ว่าใครเฟื่องเป็นผู้ใหญ่ในราชการ
ไม่ควรมีการค้ามาสมาน
สมาจารข้อนี้ดีจริงเจียว
หมายความว่ากิจการใดบ้างยังเฉลียว
หรือจะเหนี่ยวรั้งไว้ไม่นับค้า

 

สุนทรพจน์นี้เป็นที่กล่าวขานกันทั่ว   ในยุคสมัยรัฐบาลทหาร ดร.ป๋วยเป็นข้าราชการผู้ใหญ่คนเดียวที่กล้าวิจารณ์ นักการเมือง  รัฐมนตรีและนายทหารชั้นสูงที่มักเข้าไปดำรงตำแหน่งประธานหรือกรรมการธนาคารต่างๆเพื่อหา ประโยชน์ใส่ตัว  เมื่อจอมพลถนอมทราบความก็ยินยอมลาออกจากตำแหน่งกรรมการธนาคารพาณิชย์  แต่ไม่มีรัฐมนตรีคนใดลาออกตาม

          ปี พ.ศ.2507 ดร.ป๋วยเข้ารับตำแหน่งคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง และจะลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยแต่ถูกนายกรัฐมนตรียับยั้งไว้  ขณะนั้นคณะเศรษฐศาสตร์ มีอาจารย์ประจำเพียงสี่คน  อาจารย์ป๋วยจึงเร่งผลิตอาจารย์โดยประกาศรับสมัครคนรุ่นใหม่ แล้วหาทุนส่งไปเรียน ต่างประเทศ ทำให้คณะเศรษฐศาสตร์เติบโตขึ้น ภายในเวลาเพียงสิบปี มีอาจารย์เพิ่มนับร้อยคน ส่วนใหญ่จบ การศึกษาระดับปริญญาโทและเอก

          สิงหาคม พ.ศ.2508 ดร.ป๋วยได้รับรางวัลแมกไซไซ สาขาบริการสาธารณะ ในคำประกาศเกียรติประวัติ มีข้อความตอนหนึ่งว่า  "บุคคลสำคัญผู้แสดงบทบาทอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของธนาคารแห่งประเทศไทยในการ ขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยมีเสถียรภาพการเงินควบคู่กันไป  นายธนาคารระหว่างประเทศยกย่องว่านายป๋วยเป็น ผู้ว่าการธนาคารกลางที่มีความสามารถดีเด่นคนหนึ่งของโลก ... การกระทำของนายป๋วยยังเป็นแรงบันดาลใจ สำหรับข้าราชการผู้ขยันขันแข็ง  นายป๋วยผู้ถือได้ว่า ความเรียบง่ายคือความงามและความชื่อสัตย์สุจริต คือคุณความดีสูงสุดของชีวิตข้าราชการ เป็นหลักรประจำในซึ่งยึดถือมาช้านาน และได้เผยแพร่กับเพื่อนร่วมงาน ด้วยว่า ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ผู้แสวงหาความจริงและผู้ใช้วิชาชีพ จะต้องไม่เป็นเพียงผู้ที่คอยเรียนรู้อยู่เสมอและ ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น  หากยังต้องมีความชื่อสัตย์สุจริต และต้องแสดงให้ปรากฏออกมาถึง ความชื่อสัตย์สุจริตนั้นอย่างเพียงพอที่จะเรียกร้องให้ผู้อื่นมีความชื่อสัตย์สุจริตด้วย"

          ปี พ.ศ.2510 ดร.ป๋วยได้ร่วมกับเพื่อนนักธุรกิจ  นักการเงิน  นักการเมืองและเชื้อพระวงศ์ร่วมก่อตั้ง มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็นโครงการ พัฒนาชนบทแห่งแรกขององค์กรพัฒนาเอกชน โดยได้แนวคิดจาก ดร.วาย เยน ที่มีแนวคิดว่า การพัฒนาชนบทและการพัฒนาคุณภาพของคน จะเป็นรากฐานสำคัญ ของการพัฒนาประเทศ  โดยการส่งเสริมการพึ่งตนเอง  การร่วมมือกันของชาวบ้าน  การศึกษา การอนามัย การอาชีพ แนวทางของ มูลนิธิบูรณะชนบทฯ ในการทำงานกับชาวบ้านคือ " ไปหาชาวบ้าน  อยู่กับเขา เรียนรู้จากเขา วางแผนกับเขา ทำงานกับเขา เริ่มจากสิ่งที่เขารู้ สร้างจากสิ่งที่เขามี สอนโดยชี้ให้เห็น เรียนจากการทำ... " โครงการของมูลนิธิบูรณะชนบทดำเนินการอยู่ในเขตจังหวัดชัยนาทเป็นหลัก ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากชาวบ้านที่นั้น เคยช่วยชีวิตดร.ป๋วยเมื่อครั้งเป็นเสรีไทย

         ปี พ.ศ.2513 อาจารย์ป๋วยได้ลาพักไปสอนที่มหาวิทยาลัยปริ๊นซตัน  สหรัฐอเมริกา เพื่อเรียนรู้เรื่อง มหาวิทยาลัยใหม่ๆ ให้ทันการณ์  โดยรับเงินเดือนจากธนาคารชาติดังเดิม แต่ขอให้มหาวิทยาลัยปริ๊นซตันจ่าย เงินเดือนอันท่านพึงจะได้ให้กับธนาคารแห่งประเทศไทย  นับว่าธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำไร

          ในวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ.2514 ดร.ป๋วยได้ลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย รวมเวลาที่ ดำรงตำแหน่ง 12 ปี 2 เดือน 4 วัน  จึงมารับตำแหน่งคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์อย่างเต็มตัว  เพื่อต้องการทุ่มเทให้ กับการศึกษาอย่างจริงจัง  และได้ลาไปสอนพิเศษแลทำวิจัยอีกครั้งที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์  ประเทศอังกฤษ

          วันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ.2514 จอมพลถนอม  กิติขจรทำการรัฐประหาร ยึดอำนาจตัวเอง  อาจารย์ป๋วยได้ เขียนจดหมายฉบับประวัติศาสตร์จากอังกฤษ โดยใช้ชื่อ นายเข้ม  เย็นยิ่ง - ชื่อรหัสสมัยเป็นเสรีไทย  จนหมายฉบับนี้ เขียนถึงผู้ใหญ่บ้านชื่อทำนุ  เกียรติก้อง ซึ่งหมายถึงจอมพลถนอม  เรียกร้องให้จอมพลถนอมซึ่งยึดอำนาจ การปกครองคือเสรีภาพประชาธิปไตยให้แก่ประชาชน  จัดให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว  ข้อความในจดหมายตอนหนึ่งว่า "ได้โปรดเร่งรัดให้มีกติกาหมู่บ้านขึ้นเถิดโดยเร็วที่สุด  ในกลางปี 2515 นี้หรืออย่างช้าก็อย่างให้ข้ามปีไป  โปรดอำนวยให้ชาวบ้านไทยเจริญมีสิทธิเสรีภาพตามหลักประชาธรรม  สามารถเลือกตั้งสมัชชาขึ้นโดยเร็ว"  จดหมายฉบับนี้  สร้างความไม่พอใจให้กับผู้มีอำนาจเป็นอย่างยิ่ง  อาจารย์ป๋วยถือว่าเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่คนแรก ที่กล้าลุกขึ้นวิพากษ์วิจารณ์เผด็จการทหารอย่างตรงไปตรงมา   ทำให้อาจารย์ป๋วยต้องลาออกจากตำแหน่งคณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ในระหว่างที่สอนหนังสือที่เคมบริดจ์

          ปี พ.ศ.2516 นายสัญญา  ธรรมศักดิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กำลังครบวาระ และยืนยันว่าจะไม่ รับตำแหน่งต่อ   อาจารย์และนักศึกษาได้มีประชามติให้อาจารย์ป๋วยเป็นอธิการบดีคนต่อไป   ในระหว่างวันที่ 9-18 กุมภาพันธ์  อาจารย์ป๋วยได้เดินทางกลับมาเมืองไทย  ได้เข้าพบจอมพลถนอม  กิตติขจรและจอมพลประภาส  จารุเสถียร  อาจารย์ป๋วยได้ถามผู้มีอำนาจทั้งสองว่า จะขัดข้องไหมถ้าหากท่านจะเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ก็ได้รับคำตอบว่า ไม่ต้องการให้รับตำแหน่ง เพราะกลัวว่าอาจารย์ป๋วยจะใช้พลังนักศึกษาเป็นพลัง ต่อต้านรัฐบาล

          หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 ภายหลังรัฐบาลทหารถูกขับไล่ออกไป  อาจารย์ป๋วยได้รับแต่งตั้งให้ เป็นประธานที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจในสมัยรัฐบาลสัญญา  ธรรมศักดิ์  มีการเรียกร้องให้อาจารย์ป๋วยเข้ารับตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี แต่อาจารย์ป๋วยไม่รับ เนื่องจากความ ปรารถนาของอาจารย์ป๋วยไม่ได้อยู่ที่การเมือง  แต่เป็นเรื่อง การศึกษาและการพัฒนาชนบท    เมื่อมีการเสนอชื่อ อาจารย์ป๋วยให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ท่านไม่ปฏิเสธ  อาจารย์ป๋วยเป็นศิษย์ ธรรมศาสตร์คนแรกที่ได้รับเลือกตั้งจากชาวธรรมศาสตร์ ให้เป็น อธิการบดีคนที่ 10  เมื่อวันที่  30  มกราคม  พ.ศ.2518   อาจารย์ป๋วยได้ให้แนวทางแก่ธรรมศาสตร์ ในการขยาย ไปยังรังสิต  ให้ขยายตัวไปในสาขา วิทยาศาสตร์เพื่อเกื้อหนุนกัน  การรับนักเรียนเรียนดี จากชนบทเข้ามาศึกษา หรือ โครงการช้างเผือก  การให้คณะต่างๆจัดทำโครงการบริการสังคม

          ในขณะนั้น  ความขัดแย้งทางการเมืองได้ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ  สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง ฝ่ายซ้ายที่มีแนวคิดทางสังคมนิยม  กับฝ่ายขวาคือผู้สูญเสียอำนาจไป มีขบวนการขวาพิฆาตซ้ายออกอาละวาด ผู้นำนักศึกษา  ชาวนา  กรรมการถูกลอบสังหารจำนวนมาก  โดยที่เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่เคยจับกุมฆาตกรได้ ธรรมศาสตร์กลายเป็นเวทีและศูนย์กลางการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในสังคม  มีการชุมนุมการบ่อยครั้ง อาจารย์ป๋วย กลายเป็นหนังหน้าไฟ ถูกบีบอยู่ตรงกลางระหว่างสองฝ่าย  ฝ่ายขาวก็กล่าวหาว่า อาจารย์ป๋วยเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง นักศึกษา เป็นคอมมิวนิสต์ที่คิดจะทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ตั้งตัวเองขึ้นเป็นประธานาธิบดี    ในขณะที่ ฝ่ายซ้ายก็ โจมตีว่าอาจารย์ป๋วยเป็นเผด็จการ  ขัดขวางการทำงานของขบวนการนักศึกษา หลายครั้งอาจารย์ป๋วยก็ ทะเลาะกับนักศึกษา ไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่ในมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ทำกิจกรรมทางการเมือง เพราะเห็นว่า บางครั้งนำไปสู่อันตราย

          วันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 กลุ่มบุคคลในเครื่องแบบและกลุ่มกระทิงแดงได้ทำการปิดล้อมและใช้อาวุธยิง ถล่มเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  โดยไม่สนใจต่อขอร้องของผู้ชุมนุมภายในที่ต้องการเจอรจาโดยสันติ  มีผู้ชุมนุมบาดเจ็บและล้มตายเป็นจำนวนมาก นักศึกษาบางคนถูกจับแขวนคอ  บางคนถูกเผาทั้งเป็นและผู้หญิง บางคนถูกข่มขืนจนถึงแก่ความตาย  เวลา 10.00 น. อาจารย์ป๋วยออกแถลงการณ์ลาออกในที่ประชุมสภา มหาวิทยาลัยเพื่อแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ที่มีคนจำนวนมากบาดเจ็บและล้มตายภายในมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของท่าน  สภามหาวิทยาลัยได้ให้อาจารย์ป๋วยเดินทางออกนอกประเทศ เนื่องจากฝ่ายขวากำลังล่าตัวอาจารย์ป๋วย    ในเวลาเย็นวันนั้นเกิดรัฐประหารขึ้นโดยพลเรือเอกสงัด  ชลออยู่ เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ  เวลา 20.00 น. อาจารย์ป๋วยได้เดินทางออกนอกประเทศไปยุโรป

         เมื่ออาจารย์ป๋วยอยู่นอกประเทศก็ได้เดินทางไปพบคนไทยในต่างประเทศ และบุคคลสำคัญในประเทศต่างๆ เช่น อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เยอรมนี สวีเดน เดนมาร์ก ญี่ปุ่นและออสเตรเลีย เพื่อให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ เหตุการณ์บ้านเมืองในประเทศไทยเวลานั้น  เพื่อเรียกร้องให้เกิดประชาธิปไตย ในเมืองไทยอย่างสันติวิธี  ปี พ.ศ.2520 อาจารย์ป๋วยเดินทางไปให้การต่อ คณะกรรมการวิเทศสัมพันธ์  สภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐอเมริกา ซึ่งสืบพยาน เรื่องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย  อันเนื่องมาจากเหตุการณ์ 6 ตุลา

         เดือนกันยายน พ.ศ.2520 อาจารย์ป๋วยได้ล้มป่วยด้วยอาการเส้นโลหิตในสมองแตก ต้องรักษาตัวอยู่ใน โรงพยาบาลนานนับสามเดือน   อาการเส้นโลหิตในสมองแตก ได้ส่งผลกระเทือนสมองส่วนที่แปลความคิดเป็นคำพูด ทำให้อาจารย์ป๋วยไม่สามารถ พูดได้อย่างคนปกติ  ท่านพูดออกเสียงได้เล็กน้อยเท่านั้น  นับเลขได้ 1-2-3 ถึง 10 แต่ต้องเริ่มต้นที่เลข 1 เสมอ  ในช่วงบั้นปลายชีวิตอาจารย์ป๋วยใช้ชีวิตอย่าง เรียบง่ายในบ้านเก่าแก่ ที่ประเทศอังกฤษ สามารถเดินไปไหนได้  แม้ว่ามือขวา จะยังใช้การได้ไม่ค่อยดี  พูดได้น้อยแต่ก็สามารถสือสารกับคนรอบข้างให้เข้าใจ ได้

         วันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2530 อาจารย์ป๋วยเดินทางกลับมาเมืองไทยหลังจากที่ต้องออกจากบ้านเกิดไป เมื่อเหตุการณ์ 6 ตุลา เป็นครั้งแรก พร้อมด้วยภรรยา  ลูกชาย  ลูกสะใภ้และหลานอีกสองคน  มีบรรดาเพื่อนๆ ลูกศิษดิ์และคนรู้จักมากมายมาพบปะ เยี่ยมเยือนที่บ้านเก่าซอยอารีย์    วันที่ 3 เมษายน พ.ศ.2530 ที่ธนาคาร แห่งประเทศไทย พนักงานประมาณ 2,000 คนมายืนต้อนรับการกลับมาของอาจารย์ป๋วย  คนธรรมดาคนหนึ่งซึ่งเป็น แบบอย่างดีที่สุดของข้าราชการเมืองไทย  ในตอนบ่ายขณะรถอาจารย์ป๋วยกำลังจะแล่นออกไป หลายคนพยายาม เข้าไปใกล้ชิดอาจารย์มากที่สุด  จนอาจารย์ป๋วยไขกระจกรถลงแล้วยื่นมือออกมาให้พนักงานได้สัมผัส หลายคนร่ำไห้ ออกมาอย่างไม่อายใครที่บุคคลซึ่งตนให้ความนับถือและเคารพรักกำลังจะจากไป

          วันที่ 7 เมษายน พ.ศ.2530 อาจารย์ป๋วยได้มาร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ และเดินไปบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตลอดทางมีนักศึกษายืนต้อนรับ มีนักศึกษายืนถือป้ายข้อความว่า "ปลื้มใจนักเตี่ยกลับบ้าน" "ลูกโดมมิลืมอาจารย์ป๋วย" "ยังข้นและยังเข้ม ดุจเกลือเค็มในแผ่นดิน ดีกว่าน้ำปลาริน อันปรุงรสละลายหอม" วันที่ 20 เมษายนเดินทางเยื่อมมูลนิธิโกมลคีมทอง  วันที่ 21 เมษายนเดินทางไปเยี่ยมคณะ เศรษฐศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  และเยี่ยมโครงการอาสาสมัครเพื่อสังคม(คอส.) และวันที่ 25 เมษายน อาจารย์ป๋วยก็เดินทางออกจากเมืองไทย    จากนั้นก็ได้กลับมาเยี่ยมบ้านเกิดอีกครั้งในปี พ.ศ.2536  พ.ศ.2538 และครั้งสุดท้ายในปี พ.ศ.2540

          วันที่ 28 กรกฎาคม  พ.ศ.2542 อาจารย์ป๋วย  อึ้งภากรณ์ได้ถึงแก่กรรมที่บ้าน ณ  กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เนื่องจากเส้นโลหิตใหญ่ในช่องท้องโป่งแตก (aortic aneurysm) อายุได้ 83 ปี "ตายแล้ว เผาผมเถิด อย่าฝัง คนอื่นจะได้มีที่ดินอาศัยและทำกิน และอย่าทำพิธีรีตองในงานศพให้วุ่นวายไป" จากข้อเขียน"คุณภาพชีวิต ปฏิทินแห่งความหวัง จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน"  วันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ.2542 ทางครอบครัวได้ทำการเผาศพและบรรจุอัฐินำกลับมาเมืองไทย  วันที่ 16 สิงหาคม  และวันที่ 28 สิงหาคม บริเวณท่าเรือสัตหีบ  เรือหลวงกระบุรี แห่งราชนาวีไทยได้นำครอบครัวอึ้งภากรณ์และแขกประมาณ 200 คน มุ่งหน้าสู่เกาะครามนำอังคารของอาจารย์ป๋วยไปลอยทะเล

          บุคคลผู้นี้ ไม่เคยแสวงหาอำนาจ ไม่เคยแสวงหาผลประโยชน์ใดๆ ไม่เคยเห็นแก่อามิสสินจ้าง  มีเพียง ความชื่อสัตย์สุจริตในหน้าที่การงาน  มีเพียงความรักชาติอย่างพร้อมจะสละชีวิตเพื่อแผ่นดินแม่  มีเพียงความจริงใจ ให้แก่ประเทศอันเป็นที่รักยิ่ง  มีเพียงความกล้าหาญทางจริยธรรม ไม่ยอมก้มหัวให้แก่อำนาจ อธรรมฝ่ายใด  มีเพียงความปรารถนาดีและความรักเพื่อนมนุษย์ผู้ทุกข์ยาก  ชายชราผมสีดอกเลาท่าทางใจดี จะเป็นตำนาน อยู่ในใจของผู้คนไปชั่วนิรันดร์

คนที่ 5 คุณ จิตร ภูมิศักดิ์


จิตร   ภูมิศักดิ์
2473 - 2509

เพื่อลบรอยคราบน้ำตาประชาราษฏร์
สักพันชาติจักสู้ม้วยด้วยหฤหรรษ์
แม้ชีพใหม่มีเหมือนหวังอีกครั้งครัน
จักน้อมพลีชีพนั้นเพื่อมวลชน

กวีโดย. อาเวตีก อีสากยัน กวีประชาชนแห่งอารเมเนีย    
 แปลโดย จิตร ภูมิศักดิ์      

จากโซ่ตรวนถึงความตายวาระสุดท้ายแห่งชีวิตจิตร  ภูมิศักดิ์

           จิตร   ภูมิศักดิ์ เกิดเมื่อวันที่  25  กันยายน  พ.ศ.2473 เดิมชื่อ "สมจิตร"  เกิดที่ ตำบลประจันตคาม  อำเภอ ประจันตคาม  จังหวัดปราจีนบุรี  เป็นบุตรของนายศิริ  ภูมิศักดิ์ นายตรวจสรรพสามิต กับนางแสงเงิน  (ฉายาวงศ์)  ชื่อ "สมจิตร" เป็นชื่อที่ตั้งให้คล้องจองกับ "ภิรมย์"  พี่สาวคนเดียวของจิตร  แต่เนื่องจากในสมัยจอมพล ป.   พิบูลสงคราม ต้องการให้ชื่อสื่อลักษณะเพศ  "สมจิตร" จึงถูกเปลี่ยนเป็น "จิตร"


เด็กชายสมจิตร  หรือ จิตร   ภูมิศักดิ์ในวัยเด็ก

          ในระหว่างปี พ.ศ.2479 - 2482 ด้วยเหตุที่บิดาทำงาน สรรพสามิตจำเป็นต้อง ย้ายที่ทำงานบ่อย   บิดาของจิตร ได้ย้าย ไปรับราชการที่จังหวัดกาญจนบุรี   จิตร   ภูมิศักดิ์ จึงได้เข้าเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนประจำจังหวัด   ต่อมาในปี พ.ศ.2483 บิดาย้ายไปรับราชการ ที่จังหวัด สมุทรปราการ  ครอบครัวจิตรอยู่ที่นี่ได้ 7 เดือน บิดาก็ได้ รับคำสั่งย้ายอีก

          ระหว่างปี พ.ศ.2484 - 2489  บิดาได้ย้ายไปรับราชการ ที่จังหวัดพระตะบอง ซึ่งไทยได้คืน มาจากเขมร   จิตรได้ เข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่พระตะบอง  ทำให้จิตร ได้มีโอกาสศึกษา  ภาษาฝรั่งเศส และเขมรจนเชี่ยวชาญ  โดยเฉพาะภาษาเขมร จิตร  แตกฉาน ทั้งภาษาพูด  ภาษา เขียนและศิลาจารึก     

          ต่อมานายศิริ บิดาของจิตรได้บันใจไปรักหญิงอื่น จนในที่สุดบิดาและมารดาได้ตัดสินใจแยกทางกัน   และเมื่อ ภายหลัง สงครามอินโดจีน ไทยต้องคืนพระตะบองให้เขมร  นางแสงเงินได้ย้ายไปอยู่ที่จังหวัดลพบุรี ทำการเช่าบ้านเปิด ร้านขายเสื้อผ้า  หาเงินส่งลูก 2 คนเรียนหนังสือที่กรุงเทพ   จิตรและพี่สาวได้ย้ายเข้ามาเรียนต่อ ที่กรุงเทพมหานคร โดยทั้งสองพี่น้องเข้าไป พักอาศัยอยู่ที่ย่านอุรุพงษ์  เพื่อที่จะเข้าศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 - 3   ที่โรงเรียน วัดเบญจมบพิตร เนื่องจากอยู่ใกล้บ้าน  แต่ว่าทางอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียน ไม่เต็มใจรับจิตรเข้าเรียนที่นั่น แม้ว่า  ทางรัฐบาลจะได้มีประกาศรับรองผู้อพยพ จากจังหวัดพระตะบอง  พิบูลสงคราม เมื่อประเทศไทย ได้คืนดินแดน เหล่านั้นให้เขมรนักเรียนทุกคนสามารถ เข้าเรียนต่อ ในโรงเรียนรัฐบาลใดๆ ก็ได้  โดยมีพี่สาวภิรมณ์  ภูมิศักดิ์  ลงชื่อเป็นผู้ปกครองเด็กชายจิตร ส่วนพี่สาวเข้าเรียน ต่อที่ โรงเรียนเตรียมอุดม  ในปีแรกนั้น แม่ของจิตรซึ่งอยู่ที่ลพบุรี จะลงมากรุงเทพฯหาจิตร ทุกเดือน  เพื่อมาซื้อผ้าไปขายและเอาเงินมาให้ลูกใช้  ซึ่งเงิน ของจิตร มักจะถูกนำไปใช้ ซื้อหนังสือ โดยยอมอดกับข้าว  ในระหว่างเรียนที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตรนี้ จิตรมักจะ ถูกครูตราหน้าว่า เป็นเขมร ซ้ำแล้วซ้ำเล่า  แต่ก็มีแม่และพี่สาวคอยให้กำลังใจ และจิตรก็อดทนจนเรียนจบ

          วันที่ 27 เมษายน พ.ศ.2493 จิตรสอบไล่ได้ เตรียมสอง (ม.ศ.5)  จากโรงเรียน เตรียมอุดมศึกษา ด้วยคะแนน 65%


จิตร   ภูมิศักดิ์  ในวัยหนุ่ม

            หลังจากนั้นจิตร สอบเข้าเรียนต่อที่ คณะอักษรศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปีการศึกษา พ.ศ.2493 ระหว่างศึกษาอยู่ที่ คณะอักษรศาสตร์  ช่วงหนึ่งจิตรได้ ไปคลุกคลีอยู่กับ ดร.วิลเลี่ยม   เจ.  เก็ดนี่ย์   ดุษฎีบัณฑิตทางอักษรศาสตร์  ฝ่ายภาษาโบราณ ตะวันออก  อดีตที่ปรึกษา ของหอสมุดแห่งชาติ   จิตร ซึ่งมีพื้นฐาน ในวิชา ภาษาไทย ดีอยู่แล้ว  จึงสามารถช่วยเหลือ ดร.วิลเลี่ยม  เจ.  เก็ดนี่ย์ ได้อย่างมากในการค้นคว้า และขณะเดียวกัน จิตรก็สามารถ ปรึกษาหารือ กับท่านศาสตราจารย์ ผู้นี้ได้  เช่น  การวิเคราะห์ คำบางคำ  เช่น คำว่า " กระลาโหม " เป็นต้น

         ขณะเรียนอยู่ที่คณะอักษรศาสตร์ จิตรได้มีโอกาสเรียนวิชาภาษาไทยกับศาสตราจารย์พระยาอนุมานราชธนด้วย ซึ่งจิตรสอบได้คะแนนเต็ม 100 คะแนนแต่พระยาอนุมานราชธนหักคะแนนออกเสีย 3 คะแนนเพื่อไม่ให้เหลิง

          วันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ.2496  จิตร  ภูมิศักดิ์ ได้รับตำแหน่งเป็นสาราณียกรของมหาวิทยาลัย มีหน้าที่จัดทำหนังสือ มหาวิทยาลัย  ฉบับ  23   ตุลาฯ  เพราะต้องการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาที่ซ้ำๆ ซากๆ เหมือนกันทุกปี    โดยแหวกกรอบเดิม เอาเนื้อหาในหนังสือที่ตัวเองทำไปรับใช้ประชาชน ด้านหนึ่งของหนังสือมหาวิทยาลัย ฉบับที่ 23  ตุลาฯ  จิตรได้ชี้ให้เห็น ถึงสภาพที่แท้จริงของประชาชน   ในอีกด้านหนึ่งจิตรก็ได้ชี้ให้เห็นค่านิยมอันไม่ถูกต้อง   ซึ่งผู้คนนับถือกันมานาน

 

          หนังสือ "23 ตุลา" มีเนื้อหาที่เป็นข้อเขียนของจิตร  ภูมิศักดิ์ จำนวนอย่างน้อย 3 เรื่อง ได้แก่ 
          เรื่องแรก คือ บทวิเคราะห์ การแก้ไขปัญหาสังคมตามพุทธปรัชญาและวิจารณ์บุคคลที่หากินโดยใช้ศาสนา บังหน้า ในนาม "ผีตองเหลือง" เป็นการวิจารณ์การทำบุญแบบไม่จำเป็นและวิจารณ์พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของ พระบางประเภท  ตลอดจนวิจารณ์วิธีแก้ปัญหาแบบลัทธิปฏิรูปของพุทธศาสนา   
          เรื่องที่สองคือ "ขวัญเมือง" เป็นนิยายสั้นทางการเมือง สะท้อนภาพผู้หญิงที่มีคุณสมบัติสำคัญคือ ถือเอาภาระ หน้าที่ทางการเมืองและภาระหน้าที่ ทางประวัติศาสตร์ เป็นหน้าที่สูงสุดของชีวิต   
          เรื่องที่สามคือ กลอนชื่อ "เธอคือหญิงรับจ้างแท้ใช่แม่คน" เป็นการ วิจารณ์หญิงที่มีลูกขึ้นมา เพราะความนึก อยากสนุกทางเพศครั้งแล้วก็ชอบเอาลูกไปทิ้งโดยไม่รับผิดชอบ

          นอกจากนี้ ก็มีข้อเขียนของบุคคลอื่น ได้แก่ เรื่อง "แปรวิถี" ของศรีวิภา  ชูเอม เป็นเรื่องเกี่ยวกับความคิดของนักปฏิวัติในฝรั่งเศส เช่น วอลแตร์  รุสโซ      ซึ่งจิตร   ภูมิศักดิ์ได้แก้ไขเพิ่มเติมให้เข้มกว่า ต้นฉบับเดิม  
          มีบทแปลของวรรณี   นพวงศ์  เป็นการเปิดโปงการค้าฝิ่นและการกินโกง ในวงการรัฐบาลไทย  ซึ่งหนังสือพิมพ์ ภาษาต่างประเทศนำไปเขียน
          มีบทความของประวุฒิ ศรีมันตะ เรื่อง "ใครหมั่นใครอยู่ใครเกียจคร้านตายเสีย" เป็นการเขียนโต้กรมประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลที่ประณามประชาชนผู้ยากจนว่าเป็น "ผู้เกียจคล้าน"  ยกย่องพวกมั่งมี ศรีสุขว่าขยัน  ชื่อบทความมาจากโคลงสี่สุภาพ บทสุดท้ายของกรมประชาสัมพันธ์
          และมีข้อความชักชวนให้นิสิตน้อมรำลึกถึงกรรมกร  คนงานที่สร้างตึกจุฬาลงกรณ์ขึ้นมา ให้นึกถึงคุณของกรรมกร  คนงานและประชาชนผู้เสียภาษีบ้าง

          เมื่อหนังสือได้จัดพิมพ์เย็บเล่มเสร็จแล้ว  แต่ก่อนที่จะเข้าปก เจ้าหน้าที่ของโรงพิมพ์ "ไทยวัฒนาพาณิช" อันเป็นแหล่งรับพิมพ์หนังสือเล่มนี้  ได้แอบส่งหนังสือไปให้ทางตำรวจสันติบาลและทางมหาวิทยาลัย  จึงทำให้มีการสั่ง อายัดหนังสือเกิดขึ้น  

 



กลุ่มนิสิตที่จับ จิตร  ภูมิศักดิ์ โยนบก


         จากเนื้อหาที่ผิดแผกไปจากปีก่อนๆ  นี่เองทำให้เกิด เหตุการณ์สอบสวนจิตร  ขึ้นที่หอประชุมใหญ่จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยและจิตรถูกกลุ่มนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์จับ "โยนบก "   ลงจากเวทีหอประชุม  ทำให้จิตรได้รับบาดเจ็บ ไปพักรักษาตัวอยู่ที่ โรงพยาบาลเลิดสินเป็นเวลาหลายวัน
          
          ต่อมาทางการของมหาวิทยาลัยได้ตั้งคณะกรรมการ พิจารณาโทษของจิตร และทางคณะกรรมการได้มีมติให้ พักการเรียนเป็นเวลา 1 ปี  คือในปี พ.ศ.2497    ระหว่างที่ ถูกสั่งพักการเรียน  จิตร ได้งานสอนหนังสือ เป็นอาจารย์ สอนวิชาภาษาไทยที่โรงเรียนอินทรศึกษา  

แต่สอนได้ไม่นาน  เนื่องจากจิตรได้นำเอาแนวคิดใหม่ไปวิเคราะห์วรรณคดี ที่สอนพวกนักเรียน  ผลก็คือนักเรียนชอบ แต่เจ้าหน้าที่บริหารโรงเรียนไม่ไว้วางใจจึงจำต้องออกจากงาน   ต่อมาจึงได้งานใหม่   โดยไปทำหนังสือพิมพ์ที่ "หนังสือพิมพ์ไทยใหม"่ อยู่กับสุภา  ศิริมานนท์ ซึ่งเป็นบรรณาธิการ  และ ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้เองเป็นเป็นประโยชน์ ต่อจิตรอย่างมากในการสร้างสรรค์ผลงานอันมีคุณค่า ต่อประชาชน และวงวิชาการของไทย  ผลงานในช่วงที่อยู่หนังสือ พิมพ์ไทยใหม่ ส่วนใหญ่จะเป็นงานวิจารณ์ เช่น  วิจารณ์วรรณศิลป์ วิจารณ์หนังสือ  วิจารณ์ภาพยนต์  โดยใช้นามปากกา "บุ๊คแมน" และ "มูฟวี่แมน" 

          ขณะพักการเรียนจิตรต้องย้ายที่อยู่อาศัยจากบ้าน ดร.เกดนีย์  ที่ซอยร่วมฤดี  ถนนสุขุมวิท เนื่องจากดร.เกดนีย์ ถูกส่งตัวกลับประเทศ  จิตรได้ย้ายไปอาศัยอยู่กับเพื่อนเก่าที่บริเวณสะพานเสาวนีย์  ตรงข้ามกรมทางหลวงแผ่นดิน  อันเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ขององค์การ ส.ป.อ.ในเวลาต่อมา  ซึ่งเป็นย่านสลัมระยะหนึ่ง  และเมื่อพี่สาวของจิตร ซึ่งเรียนจบเภสัชฯ  ได้ทำงานที่จังหวัดปราจีนบุรี มีเงินอยู่บ้างจึงปลูกบ้านไม้สองชั้นขึ้นมาบริเวณสลัม  บ้านหลังดังกล่าว ต่อมาได้ถูกใช้ไปเป็นที่สนทนาทางการเมือง และการสร้างผลงานทางหนังสือเป็นจำนวนมาก

          พ.ศ.2498  จิตรกลับเข้าเรียนต่อในชั้นปีที่ 3 ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในช่วงระยะนี้ จิตรได้เลิกอาชีพ หนังสือพิมพ์แบบทำประจำ  หันมาทำงานเป็นไกด์ พาชาวต่างประเทศท่องเที่ยว กับ "บางกอกทัวร์" มีที่ทำการอยู่ที่ มุมตรอกโรงแรมโอเรียลเต็ลและได้เดินทางไปกัมพูชาหลายครั้งเพื่อนำชาวต่างประเทศเข้าชมนครวัดนครธมซึ่งทำให้ จิตรมี ความเชี่ยวชาญ ทางโบราณคดีภาษาเขมรและการอ่านจารึกได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

          ในการกลับเข้ามาเรียนครั้งใหม่นี้ จิตร  ภูมิศักดิ์ ได้รวมกลุ่มกับเพื่อนนิสิตที่มีแนวคิดก้าวหน้าจากคณะต่างๆ รวมทั้งจากคณะอักษรศาสตร์ด้วย ทำกิจกรรมที่เน้นหนักไปในการศึกษาต่อมานำไปสู่การปฏิบัติ   ในการศึกษาชั้นต้น ของกลุ่มกิจกรรมของจิตร ได้ศึกษา "วัตถุนิยมประวัติศาสตร์" ต่อมาได้มีการจัดพิมพ์เป็นรูปเล่ม โดยมีอธิคม  กรองเกรดเพชรลงชื่อเป็นผู้แต่ง   เป็นเอกสารที่ปูพื้นทัศนะแบบวัตถุนิยมวิภาษและแบบวัตถุนิยมประวัติศาสตร์  มี การศึกษา "แนวทางมวลชน" ของเหมาเจ๋อตุง  โดยคำนึงถึงว่า ถ้าหากใช้แนวทางมวลชนไม่ดีแล้วก็อาจโดดเดี่ยว  อาจเคลื่อนไหวอะไรไม่ได้  หรือแม้กระทั่งถูกตีจากพวกปฏิกิริยาได้  
          และได้มีการปรึกษางานของกลุ่ม  ทั้งงานในระดับคณะ  งานในระดับมหาวิทยาลัย และงานในระดับขบวนการ นิสิตนักศึกษา    ต่อมากลุ่มกิจกรรมของจิตร คนในกลุ่มได้มีตำแหน่งประธานแผนกปาฐกถาและโต้คารม  ได้ใช้แผนก จัดกิจกรรม รายการ "ศิลปินโซเวียต" โดยมีศิลปินจากรัสเซียมาแสดงเป็นครั้งแรก   จัดรายการ "บัวบานบนแผ่นดินแดง" โดยเชิญคณะศิลปินกลุ่มที่กลับจากเมืองจีนของ สุวัฒน์   วรดิลกมาแสดง  เชิญกมล   เกตุศิริ มาบรรยายเรื่อง "ดนตรีไทย"  เพื่อกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกชาตินิยม  หวงแหนวัฒนธรรมของชาติ  อันนำไปสู่การคัดค้านวัฒนธรรมอัน เน่าเฟะของจักรวรรดินิยม  และมีความพยายามผลักดันให้มีสภานิสิตและมีคณะผู้บริหารองค์กรนักศึกษามาจากการ เลือกตั้ง แต่ยังไม่เกิดผล

          แนวทางในการเคลื่อนไหวของกลุ่มกิจกรรมนิสิตของจิตร  ภูมิศักดิ์ ในระหว่างปี พ.ศ.2498 - 2500 นั้น คือ การกระตุ้นให้นักเรียน  นิสิตนักศึกษามีความรักชาติ  รักประชาธิปไตย ให้สนใจการเมือง  ให้เข้าใจว่า การเมือง เป็นปมเงื่อนในการแก้ปัญหาของประเทศ  การคัดค้านวัฒนธรรมอันต่ำทรามของจักรวรรดินิยมอเมริกา  พิทักษ์และ ส่งเสริมวัฒนธรรมอันดีงามของชาติ  คัดค้านความไม่เป็นประชาธิปไตยในมหาวิทยาลัย  คัดค้านระบบอาวุโสลัทธิ นิยมคณะ  ลัทธินิยมมหาวิทยาลัย และลัทธิบ้ากีฬาฯ กระตุ้นให้นักศึกษาในมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยต่างๆ มีความสามัคคีกัน ตระหนักถึงผลประโยชน์ของชาติบ้านเมือง  ตระหนักถึงภัยของจักรวรรดินิยม  และได้มีความพยายามให้มีองค์การ ร่วมกัน  ซึ่งได้แก่ "สหพันธ์นักเรียนนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย"  

 

กิจกรรมนิสิตกลุ่มของจิตร  ภูมิศักดิ์ ในระยะปี พ.ศ.2498 - 2500

          1. การปลูกฝังนิสิตนักศึกษาให้เกิดความรักชาติรักประชาชน   มีการรณรงค์ให้นักศึกษาบริจาคเงินและสิ่งของ เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับความเดือดร้อนจากเหตุการณ์เพลิงไหมที่พิษณุโลก ปี พ.ศ.2499    ในกรณีการอพยพของชาว อีสานเพื่อเข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ เป็นการใหญ่เมื่อ ปี พ.ศ.2500  ชักชวนนิสิตจุฬาฯออกไปปฏิบัติงานตาม หัวลำโพง   ตามกรมแรงงาน  กรมประชาสงเคราะห์ในเวลาเย็น   นำอาหาร เครื่องนุ่งห่มและยารักษาโรค ไปแจกจ่าย และหาที่อยู่ตามวัดต่างๆให้ผู้อพยพชาวอีสาน  และสกัดกั้นไม่ให้ชาวอีสานถูกลวงการใช้แรงงาน  โดยมีนักศึกษาจาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยเกษตร  มหาวิทยาลัยศิลปากรเข้าร่วมด้วย

          2. การพยายามจัดตั้ง "สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย" ร่วมกับนึกศึกษาจากสถาบันต่างๆ  ได้มีการ จัดทำร่างระเบียบนำเสนอขอจดทะเบียนจัดตั้งเป็นสมาคม  เรื่องผ่านกรมตำรวจ มาอยู่ในการพิจารณาของ กระทรวงวัฒนธรรม  แต่ต่อมาได้เกิด การรัฐประหารขึ้น   บ้านเมืองเข้าสู่ยุคมืดจึงไม่ได้เกิดสหพันธ์ขึ้น


การชุมนุมของนักศึกษาจุฬาในการคัดค้าน
การเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์  2500


"ตื่นเถิดเยาวชนไทยทั้งผองน้องพี่
สามัคคีรักร่วมน้ำใจ
เยาวชนคืออาทิตย์อุทัย
สาดแสงกำจายเรืองรองแหล่งหล้า
ปลุกชีวิตและสร้างความหวังเจิดจา
เพื่ออนาคตผองเพื่อนไทย
ชาติประชารอพลังเราอันเกรียงไกร
ด้วยดวงใจร้อนรนเรียกรอ
มาตุภูมิและประชานั้นคือดวงใจ
จะพิทักษ์รับใช้เทียนดวงวิญญา
ร่วมพลังสร้างสรรค์พัฒนา
ทั้งชาติและประชาไทยมุ่งสู่ความไพบูลย์"

 

           ทางกลุ่มได้มีการแต่งเพลงมาร์ชเยาวชนไทยไว้  ตั้งใจจะให้เป็นเพลงประจำของสหพันธ์ฯ   เป็นเพลงที่นำทำนองมาจากอินโดนีเซีย  จิตร   ภูมิศักดิ์ช่วยแต่งออกมาเป็นกลอน

          3. การพยายามสร้างความสามัคคีระหว่างจุฬาฯ และธรรมศาสตร์ ซึ่งขณะนั้นบรรยากาศขาดความสามัคคี ด้วยจุฬาฯดูถูกธรรมศาสตร์ว่า "มหาวิทยาลัยไพร่" จบออกมาไม่มีงานทำ เป็นตลาดวิชาลูกตาสีตาสาก็มาเรียนได้ ด้านธรรมศาสตร์ก็ดูถูกจุฬาฯ ว่ามหาวิทยาลัยผู้ดี  มีแต่ลูกคนรวยเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ  และได้มีการประสานกันให้เกิด ความสามัคคี โดยอาศัยรูปการกีฬาเป็นสื่อกลาง  ในการแข่งขันฟุตบอลระหว่างมหาวิทยาลัย ทางกลุ่มได้ชูคำขวัญ ที่ก้าวหน้า เพื่อจูงให้นิสิตนักศึกษาจากสองมหาวิทยาลัยลืมลัทธิหลงมหาวิทยาลัย หันมาถือเอาอุดมการณ์รับใช้ ประชาชนร่วมกันแทน   ทางกลุ่มได้แต่งเพลง "ธรรมศาสตร์-จุฬาฯชิงชัย"  โดยมีจิตร  ภูมิศักดิ์เป็นแกนหลักในการแต่ง เนื้อร้องมีดังนี้


การชุมนุมคัดค้านการเลือกตั้งเมื่อ
วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2500 ของนักศึกษา

"ธรรมศาสตร์-จุฬาฯ ชิงชัย
ทุกคนล้วนใจปลื้มเปรมปรีดิ์
กลุ่มเกลียวกันน้องพี่
เพื่อความสามัคคียืนนาน
เรามาชิงชัยชนะแพ้ใช่สิ่งสำคัญ
เล่นกีฬาร่วมกันเพื่อสมานสามัคคีพร้อมหน้า
เรามาชิงชัยแล้วใช่จักร้าวรา
เรารับใช้ประชาในอนาคตกาลร่วมกัน
ธรรมศาสตร์-จุฬาฯ ชิงชัย
ธรรมศาสตร์-จุฬาลงกรณ์
อย่าให้ใครบั่นทอนมิตรภาพของเรา"

          4. การออกหนังสือพิมพ์ในมหาวิทยาลัย  ที่ดำเนินการโดยนิสิต ชื่อว่า "เสียงนิสิต"  ออกเป็นรายปักษ์  มีคำขวัญว่า "ศึกษาเพื่อรับใช้ประชาคม"  ซึ่งออกมาได้ประมาณ 5-6 เดือน  จิตร  ภูมิศักดิ์มีข้อเขียนในหนังสือนี้ด้วย

          5. การร่วมคัดค้านการเลือกตั้งที่สกปรก เมื่อปี พ.ศ.2500  ทางกลุ่มได้มีการออกใบปลิวเปิดโปงการโกง การเลือกตั้งของพรรคเสรีมนังคศิลาและพรรคประชาธิปัตย์

          6. การร่วมแต่งเพลง "มาร์ชเยาวชนไทย"  เพลง "ธรรมศาสตร์-จุฬาฯชิงชัย"  เพลง "มาร์ชกรรมกรไทย"

   

         ต่อมาในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2500    จิตร       ภูมิศักดิ์จบการศึกษาจากคณะอักษรศาสตร์     จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ปริญญาบัตรอักษรศาสตร์บัณฑิต      จากนั้นก็เข้าทำงานเป็นอาจารย์สอนหนังสือที่วิทยาลัยครูเพชรบุรี วิทยาลงกรณ์  และขณะเดียวกัน ก็เป็นอาจารย์พิเศษวิชาภาษาอังกฤษที่คณะสถาปัตยกรรม         มหาวิทยาลัยศิลปกร  พร้อมทั้งเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาโท  ณ  สถาบันค้นคว้าเรื่องเด็กของยูเนสโก ที่วิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร  อาจารย์จิตร  ภูมิศักดิ์ สอนที่มหาวิทยาลัยศิลปากรสัปดาห์ละ  6 ชั่วโมง โดยได้ค่าสอนชั่วโมงละ 30 บาท จากแนวคิด ของจิตร ทำให้หนังสือรับน้องใหม่ของศิลปากร ปี 2500 ออกมาแหวกแนว เช่นเดียวกับหนังสือรับน้องใหม่ของจุฬาฯ   ปี 2496 เป็นหนังสือที่ปฏิวัติแนวคิดเรื่องศิลปะอย่างขุดรากถอนโคน  ชี้นำให้เห็นว่า "ศิลปต้องเกื้อเพื่อชีวิต"      มิใช่ "ศิลปเพื่อศิลป" อย่างเลื่อนลอย  งานเขียนเรื่อง "ศิลปเพื่อชีวิต" บางตอนของจิตร ซึ่งใช้นามปากกาว่า "  ทีปกร  " ตีพิมพ์ครั้งแรกที่ หนังสือรับน้องฉบับนี้ จากนั้น สำนักพิมพ์ เทเวศน์จึงได้นำไปรวมพิมพ์เป็นเล่ม  "ศิลปะเพื่อชีวิตศิลปะ เพื่อประชาชน"  และในปีเดียวกันนี้   จิตรได้เขียนบทความชื่อ "บทบาททางวรรณคดีของพระมหามนตรี"       ผู้เขียน   ระเด่นลันได  มีเนื้อหาล้อเลียน วัฒนธรรมศักดินา  โดยเฉพาะวรรณกรรมของชนชั้นสูงในเรื่อง "อิเหนา"  "เพลงยาวบัตรสนเท่ห์"  สะท้อนการฉ้อราษฎร์ บังหลวง  เป็นต้น

 

         นามปากกา "ทีปกร" จิตร  ภูมิศักดิ์ เป็นคนคิดขึ้นเอง  ซึ่งจิตรให้คำแปลว่า "ผู้ถือดวงประทีป"  คำที่มีความหมาย อันรุ่งโรจน์โชติช่วงนี้   จิตรได้แรงบันดาลใจมาจากบทกวีภาษาฝรั่งเศสของ วิคเตอร์ ฮูโก ชื่อ "ความสว่างและความมืด" (Les  Rayons  et  les  Ombres, I , 1893)

"กวี  ภายใต้วันคืนอันอัปลักษณ์เช่นนี้
ย่อมจักแผ้วทางไว้เพื่อวันคืนอันดีกว่า
เขาคือบุรุษแห่งยุคสมัยของความใฝ่ฝัน
ตีนทั้งสองเหยียบยืนอยู่  ณ  ที่นี้
ตีนทั้งสองเพ่งมองไปเบื้องหน้าโน้น
เขานั่นเทียว  โดยไม่คำนึงถึงคำประณามและเยิรยอ
เปรียบเสมือนผู้ทำนายวิถีแห่งอนาคต
จักต้องกระทำสิ่งที่จะมาถึงให้แจ่มจ้า
เสมือนหนึ่งโคมไฟในมืออันอาจรองรับสรรพสิ่งของเขา
ซึ่งกวัดไกวจ้าอยู่เหนือศีรษะ ของมวลชนทุกกาลสมัย"

          ความคิดเรื่อง "ศิลปเพื่อชีวิต" ซึ่งถือว่าเป็นความคิดใหม่ในสมัยนั้น       ปรากฏว่า "เสฐียรโกเศศ" หรือ ศาสตราจารย์พระยาอนุมานราชธนก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ตรงกับที่ "ทีปกร" เสนอ และในหนังสือรับน้องฉบับ ดังกล่าว "เสฐียรโกเศศ" ได้แปลบทความเรื่อง "ศิลปคืออะไร?" ของตอลสตอยให้   พร้อมกับอาจารย์กุหลาบ  สายประดิษฐ์ ก็ได้มอบบทความเรื่อง "ความเป็นมาของประวัติศาสตร์" ซึ่งเขียนถึง "ผู้สร้างประวัติศาสตร์ไม่ใช่กษัตริย์ แต่เป็นประชาชนผู้ทุกข์ยาก"   หนังสือรับน้องศิลปากร พิมพ์ไว้ 1,000 เล่ม  หลังจากมีการแจกหนังสือดังกล่าว ได้ถูกบรรดานักศึกษาคณะจิตรกรรม ต่อต้านและนำไปทำลายเป็นจำนวนมาก  และเกิดการชกต่อยระหว่างผู้มีแนวคิด สองแนวทาง  ได้มีการประชุมชักฟอกโดยกรรมการนักศึกษา ว่า "ทีปกร" คือใคร และได้มีนักศึกษาชายคณะจิตรกรรม ชื่อว่ากำจร  สุนพงษ์ศรี  ออกมารับสมอ้างว่า ตนคือ "ทีปกร" เพื่อไม่ให้เรื่องลุกลามไป

 

          ตอนเช้าตรู่ของวันที่  21  ตุลาคม   พ.ศ.2501 จิตรถูกจับกุมพร้อมกับ บุคคลอื่นๆอีกเป็นจำนวนมาก  ที่ต่อสู้เพื่อ ประชาชนในข้อหา "มีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์" และ  "สมคบกันกระทำความผิดต่อความมั่นคงของรัฐทั้งภายใน และภายนอกราชอาณาจักร" อันเป็นผลมาจากการยึดอำนาจและการใช้นโยบายปราบปรามของจอมพลสฤษดิ์   ธนะรัชต์ จิตรถูกจับกุมคุมขังไว้ที่ กองกำกับการสันติบาล (บริเวณโรงพยาบาลตำรวจในปัจจุบัน) ในวันที่ถูกจับกุม ได้มีลูกศิษดิ์ของจิตรหลายคนไปเยี่ยม  เมื่อนักศึกษาถามถึงว่า "อาจารย์จิตรอยู่หรือป่าวคะ" ก็มีเสียงตอบจากผู้ที่ถูก คุมขังร่วมกับจิตร ตอบกลับออกมาว่า "ถ้าเขาไม่อยู่ที่นี่แล้วเขาจะอยู่ที่ไหนละจ๊ะหนู"  จิตรถูกคุมขังตามสถานที่ต่างๆ ประมาณสามแห่ง คือ กองปราบปทุมวัน  เรือนจำลาดยาวใหญ่  และเรือนจำลาดยาวเล็ก

 

         จอมพลสฤษดิ์   ธนรัชต์ ใช้วิธีเหวี่ยงแห กวดเอาคนที่ต้องสงสัยว่าเป็นคอมมิวนิสต์มาขังไว้หมด ในลักษณะที่ ว่าจับมาสิบคนเป็นคอมมิวนิสต์หนึ่งคนก็ถือว่าใช้ได้   ภายในคุกลาดยาวเมื่อต้นปี พ.ศ.2501 จึงมีคนหลายกลุ่มมารวม กันในคุกการเมือง
          กลุ่มแรก เป็นสมาชิกองค์กรจัดตั้งของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พคท.) เช่น  เปลื้อง  วรรณศรี, อุดม  สีสุวรรณ , หนก  บุญโยดม และคนอื่นๆ
          กลุ่มที่สอง เป็นนักการเมืองแนวสังคมนิยม  เช่น  เทพ   โชตินุชิต , พรชัย  แสงชัจจ์ , เจริญ  สืบแสง และคนอื่นๆ
          กลุ่มที่สาม เป็นพวกนักเขียน-นักหนังสือพิมพ์   เช่น  อุทธรณ์    พลกุล , อิศรา  อมันตกุล , สนิท  เอกชัย , เชลง    กัทลีระดะพันธ์  และคนอื่นๆ
          กลุ่มที่สี่ เป็นนักศึกษาปัญญาชน  ที่มาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เช่น  จิตร   ภูมิศักดิ์ , ประวุฒิ   ศรีมันตะ, สุธี   คุปตารักษ์  จากมหาวิทยาลัยเกษตร เช่น  นิพนธ์  ชัยชาญ , บุญลาภ  เมธางกูร และนักศึกษาหนุ่มอีกหลายคน
          กลุ่มที่ห้า เป็นชาวนาจากบ้านนอก และชาวเขาจากดอยในภาคเหนือ เป็นพวกที่ไม่รู้เรื่องอะไร  ซึ่งถูกกล่าวหาว่า เป็นชาวนาที่อยู่ในสายจัดตั้งของ พคท.

          กลุ่มนักศึกษารวมกันในนาม "กลุ่มหนุ่ม" หรือ "กลุ่มเยาวชน"  โดยมีจิตร เป็นแกนหลักคนหนึ่งของกลุ่ม  ในคุกลาดยาว  องค์กรพรรคคอมมิวนิสต์ได้แยกออกเป็นสองปีก  ปีกขวาประกอบด้วยกรรมการกลางพรรคฯกับสมาชิก พรรคฯภาคใต้  ส่วนปีกซ้ายมีสมาชิกพรรคฯภาคอีสานร่วมมือกับกลุ่มหนุ่ม
          ปีซ้ายโจมตีฝ่ายตรงข้ามว่า เป็นพวกฝันกลางวัน หรือนักประนีประนอม "พวกฉวยโอกาสเอียงขวา" หรือ "พวก ลัทธิยอมจำนน"  ด้านปีกขวาก็โจมตีปีกซ้ายว่า เป็น "พวกโฉยโอกาสเอียงซ้าย" หรือ "พวกลัทธิสุ่มเสี่ยง"

          ในปี พ.ศ.2503  ชาวลาดยาวทั้งซ้ายและไม่ซ้ายได้รวมกัน ก่อตั้งรูปก่อร่างคณะกรรมการสามัคคีเพื่อช่วยเหลือ เพื่อนๆที่อยู่ร่วมกัน   มีการแบ่งงานออกเป็นแผนกการผลิต  แผนกการศึกษา  แผนกดนตรีและกีฬา  แผนกสวัสดิภาพผู้ ต้องขัง   โดยมีประธานคือเทพ  โชตินุชิต

 

            ต่อมาเมื่อวันที่   30  ธันวาคม   พ.ศ.2507  จิตร  ภูมิศักดิ์ได้รับการปล่อยตัว   เนื่องจากศาลกลาโหมยกฟ้อง   รวมเวลาที่จิตรถูกคุมขังโดยไม่มีความผิด  6 ปีเศษ  ระหว่างที่จิตรอยูในคุก  จิตรได้ทุ่มเวลาในการเขียน หนังสือ ผลงานเด่นๆ  ของจิตรที่เกิดขึ้นในคุก  อาทิเช่น  ผลงานแปลนวนิยายเรื่อง "แม่"  ของแมกซิมกอร์กี้ , โคทาน  นวนิยาย จากอินเดียของเปรมจันท์ (แปลไม่จบ)   และผลงานทางวิชาการที่ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษ คือ  "ความเป็นมาของคำสยาม  ไทย  ลาวและขอม และลักษณะทางสังคม ของชื่อชนชาติ"  

          เดือนตุลาคม  พ.ศ.2508   จิตร   ภูมิศักดิ์ ได้เดินทางสู่ชนบทภาคอีสาน  เพื่อเข้าร่วมต่อสู้กับ พรรคคอมมิวนิสต์ แห่งประเทศไทย ( พคท.) ในนาม "  สหายปรีชา  "  และในเดือนพฤศิจกายน พ.ศ.2508 สายปรีชา ได้เดินทางไปที่ บ้านดงสวรรค์  ชายป่าดงพันนาโดยมีไสว นักรบแห่งบ้านเปือยไปรอรับ  มุ่งสู่ที่มั่นกลางดงพระเจ้า ในฐานะ "คนผ่านทาง" ซึ่งจะได้รับการส่งตัวไปปฏิบัติงานในจีนตามคำขอของสหายไฟ (อัศนี  พลจันทร) ต่อ พคท.  แต่จิตรขอ เรียนรู้การปฏิวัติในชนบทไทยเสียก่อนระยะหนึ่ง  

          สหายปรีชาใช้ชีวิตอยู่ที่ดงพระเจ้าได้ไม่นาน  กองทหารป่าก็ถูกกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ากวาดล้าง  นับเป็นครั้ง แรกที่มีการแตกเสียงปืนในดงพระเจ้า

 วันเสียงปืนแตก

          วันที่  7  สิงหาคม  พ.ศ.2508  มีการปะทะกันระหว่างตำรวจกับทหารป่าเป็นครั้งแรก ที่บ้านนาบัว  อำเภอนาแก  จังหวัดนครพนม  พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยถือว่าวันดังกล่าวเป็นวันเริ่มต้นของสงครามประชาชน ในที่ประชุมกรมการเมืองขยายวงที่ดงพระเจ้าเมื่อเดือนกันยายน  พ.ศ.2508 ก็มีมติรับรองและอนุมัติให้ตอบโต้ฝ่าย รัฐบาลด้วยกำลังอาวุธได้   กองกำลังทหารป่าที่ยังไม่มีชื่อหน่วยมาก่อนก็ได้มีชื่อขึ้นมาบ้างแล้วว่า " พลพรรคประชาชน ไทยต่อต้านอเมริกา"  เรียกย่อๆว่า "พล.ปตอ."  ธง  แจ่มศรี(ลุงธรรม) ได้มอบหมายให้จิตร  ภูมิศักดิ์แต่งเพลง มาร์ชประจำพลพรรค ด้วย 

 

          สหายปรีชาและพวกได้ถอยทัพจากเหล่าขี้เหล็ก  ตัดผ่านป่าไปทางบ้านส่งดาว หยุดพักพลที่บ้านบ่อแกน้อย ซึ่งมี นายพลจำปา หรือ พ่อจำปา เป็นแกนนำ  และขบวนถอยทับได้ข้ามภูผาเหล็กไปยังภูผาดง  ผ่านภูผาลมไปที่ภูผาหัก ซึ่ง ใกล้ๆกันนั้นมีหมู่บ้านผาหัก (หรือบ้านผาสุก)  และด้านข้างของหมู่บ้านเป็นภูเขาที่ชื่อว่า "ภูผาตั้ง"  ซึ่งภูผาแห่งนี้กลาย เป็นที่ตั้งแห่งใหม่ของทับใหญ่   สหายปรีชาได้ปฏิบัติงานมวลชนที่นี่ โดยมีสหายสวรรค์เป็น "ทหารพิทักษ์"  คอยติดตาม และเป็นเพื่อนร่วมงาน   ที่ภูผาลมสหายปรีชาได้แต่งเพลง "ภูพานปฏิวัติ" ขึ้นกลายเป็นเพลงต่อต้านอันโดดเด่นของ ขบวนการคอมมิวนิสต์ในประเทศไทย 

          วันที่ 4  พฤษภาคม  2509  สหายปรีชาและพลพรรคอีก 5 คนข้ามทางสายวาริชภูมิ-ตาดภูวง  มาทำงาน มวลชนที่บ้านหนองแปน  และบ้านคำบ่อ  ในวันรุ่งขึ้นได้ถูกล้อมปราบจากฝ่ายรัฐบาล  สายปรีชา  สหายสวรรค์และ สหายวาริช ได้หลบหนีไปทางเทือกเขาภูอ่างศอ  แต่ได้หลงทางไปถึงบ้านหนองกุงในเวลาเย็น  ด้วยความหิว    


บริเวณนาจารย์รวย  ที่ซึ่งจิตร  ภูมิศักดิ์ ถูกล้อมยิงเสียชีวิต

สหายปรีชาได้เข้าไปขอข้าวในหมู่บ้านหนองกุ่ง ที่บ้านของ นางคำดี   อำพล แต่นางคำดีได้แอบให้คนไปแจ้งแก่ กำนันคำพล  อำพน (กำนันแหลม)   เมื่อจิตรได้รับห่อข้าวก็ เดินทางออกมา ที่ชายป่าท้ายหมู่บ้านเพื่อนำห่อข้าวมาให้ กับสองสหาย  แต่ถูก กำนันแหลมและกลุ่มทหาร อส.ตามมาทัน ที่นาจารย์รวย และสหายปรีชาได้ ถูกล้อมยิงเสียชีวิต

          วันที่ 5   พฤษภาคม   พ.ศ.2509  จิตร    ภูมิศักดิ์ ถูกล้อมยิงเสียชีวิตลงที่ชายป่าบ้านหนองกุง   ตำบลคำบ่อ  อำเภอวาริชภูมิ  จังหวัดสกลนคร


แสงดาว  ศรัทธามั่น อ่านบทกวีในงาน
สืบสานภูมิปัญญา ปกป้องพันธุ์กรรมพื้นเมือง
ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

          แม้ว่ากาลเวลาจะผ่านมานานหลายสิบปี  นับแต่การจากไป ของจิตร   ภูมิศักดิ์แต่  ณ  วันนี้ชื่อของจิตร  ภูมิศักดิ์ ก็ยังคงอยู่   ผลงานและประวัติของเขายังมีผู้กล่าวขานถึงทุกวันนี้ มีคนเกิดจาก เขามากมาย


          เมื่อประมาณต้นปี พ.ศ.2544 คณะผู้จัดทำได้มีโอกาสไป ร่วมงานสืบสานภูมิปัญญา ปกป้องพันธุ์กรรมพื้นเมืองที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ในเวลาค่ำก็ได้ชมการแสงดนตรีของ พี่น้องนักศึกษาชาวเขาจากศูนย์การศึกษาทางเลือกม่อนสอยดาว ขับกล่อมเพลงแสงดาวแห่งศรัทธา  และการกล่าวขานถึงจิตร  ภูมิศักดิ์อย่างน่าประทับใจ  

 


  3 มี.ค. 2549 19:00 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  สมาชิกพิเศษ
gallary

  
puchow@thaimail.com 221.128.100.121

  

เเกรลอรี่ (gallary) บ้านวิวลีเซอค่า

 

ปาหวัดนักร้องวง ab normal   เอาเอ่อ ทั้งวง รวมเป็นคนเดียวเเล้วกันนะคะ คือมันน้อยอ่าค่ะ

 

1.เขียนเรื่องมั้กเกิ้ล 5 บรรทัด

ในเเฮร์รี่ พอตเตอร์ ต่างจากนิยาย เรื่องอื่น เพราะ โลกของผู้วิเศษ ไม่ได้แยกไปอยู่อย่างโดดเดี่ยวในที่ห่างไกล เเต่มันเเทรกอยู่ในโลกของมั้กเกิ้ลในทั่วๆไป ดังนั้น พ่อมด-เเม่มด จึงมีการเรียนวิชามั้กเกิ้ลศึกษา ด้วย มั้กเกิ้ล คือสิ่งที่เราใช้เรียกผู้ที่ไม่มีเวทมนตร์ เเต่สามารถ ทำอะไรด้วยตัวของตัวเองได้ โดยที่ไม่ต้อใช้เวทมนตร์ เเละไม่ต้องพึ่งพาเวทมนตร์ ที่ใช้สะดวกอย่างในโลกเวทมนตร์เลย เพราะโลกมั้กเกิ้ล กับโลกเวทมนตร์ก็คล้ายๆกัน โลกมั้กเกิ้ล ใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าในสังคม ทำให้การทำอะไรต่างสะดวกสบายขึ้น เเต่พ่อมด-เเม่มด ไม่ใช่ เขากลับใช้เวทมนตร์เเทนสิ่งของต่างๆ นั้น เเละมั้กเกิ้ลกับ พ่อมด-เเม่มด ก็ต้องเข้าเรียนเเละจดจำบทเรียนเช่นกัน แต่ถ้าจะบอกว่า การเรียนการสอนนั้น โลกไหน ยากกว่า-ง่ายกว่า ก็คงจะบอกไม่ได้ เรามีมาให้รู้เเละเปรียบเทียบในวิชา มั้กเกิ้ลศึกษา - คาถา ที่อาจารย์ แฮร์รี่ พอตเตอร์ เป็นคนสอนค่ะ

 

 

 

 

สมาชิก

ชื่อ-สกุล :. ศิริศิลป์ โชติวิจิตร (กวาง)
วันเกิด :. 14 สิงหาคม 2525
ตำแหน่ง :. ร้องนำ
อุปนิสัย :. ไม่ซีเรียส ไม่คิดมาก ไม่ค่อยโกรธใครและพูดไม่ค่อยเก่ง
ประสบการณ์ :. ประกวดวงดนตรีของโรงเรียนตอน ม.5 ได้รางวัลชนะเลิศและนักร้องนำยอดเยี่ยม
แนวเพลงโปรด :. โมเดิร์น ร็อค, แร็พ
คติประจำใจ :. ถ้ามั่นใจ ลุยเลย

ชื่อ-สกุล :. วิสารท กุลศิริ (โอ่ง)
วันเกิด :. 3 มกราคม 2518
ตำแหน่ง :. กีตาร์
อุปนิสัย :. ยิ้มง่าย อารมณ์ดี
ประสบการณ์ :. เล่นดนตรีแบ็คอัพ
แนวเพลงโปรด :. ร็อค (ยุค 70 เช่น ออสซี่ ออสบอร์น)
คติประจำใจ :. ทำให้ดีๆ ละกัน

ชื่อ-สกุล :. นที แสนทวี (เก่ง)
วันเกิด :. 9 สิงหาคม 2519
ตำแหน่ง :. เบส
อุปนิสัย :. สุภาพและอ่อนโยน
ประสบการณ์ :. เล่นดนตรีแบ็คอัพ
แนวเพลงโปรด :. ร็อค
คติประจำใจ :. ประสบความสำเร็จในชีวิต

ชื่อ-สกุล :. สิทธิพันธ์ บุญจันทร์ (หนีด)
วันเกิด :. 5 สิงหาคม 2518
ตำแหน่ง :. กลอง
อุปนิสัย :. สับสนทางการสื่อสาร หรือพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่มันส์
ประสบการณ์ :. เล่นดนตรีแบ็คอัพ,เล่นละครเรื่อง"วัยระเริง"
แนวเพลงโปรด :. แร็พ
คติประจำใจ :. ตีกลองเก่งที่สุดในโลก

แนวเพลง :. ป๊อปร็อค
สังกัด :. MADCATZ

 

        4 หนุ่มนักดนตรีป๊อปร็อครุ่นใหม่ล่าสุด จากสังกัด MADCATZ กับเครื่องดนตรี 3 ชิ้นและอีกหนึ่งร้องนำ ด้วยระยะเวลาที่ใช้ในการทำงานเพลงอัลบั้มชุด"ปกติ" ตลอด 2 ปี ทำให้พวกเขาสนิทสนมและร่วมหัวจมท้าย จนเป็นเหมือนครอบครัวเดียวกัน และที่สำคัญงานในอัลบั้มชุดนี้ ได้โปรดิวเซอร์ฝีมือดีอย่าง บอย(ไมโคร) สันธาน เลาหวัฒนาวิทย์ มาช่วยดูแล ทำให้ ซาวนด์ดนตรีออกมา เป็นร็อคที่ไม่หนักจนเกินไป แต่ก็ไม่ได้เบา จนบาง ความพิเศษอีกอย่างคือ มีการแบ่งสัดส่วนในอัลบั้ม เป็นเพลงที่เน้นจังหวะ กับเพลงที่เน้นอารมณ์ แบบครึ่งๆ เพื่อความ สมดุลในการฟัง ทั้งฟังสนุก และฟังสบายแต่ได้อารมณ์ อย่างเพลง "พูดไม่ค่อยเก่ง" หรือเพลง"ตัวประกอบ" ที่ดังติดหูฮิตติดชาร์ท ในเวลาอันรวดเร็ว  หรือเพลง" Gotta Come Home!" สไตล์ร็อคหนักๆ แบบ Hard Core ก็ไม่ได้เน้นการร้องแบบว๊ากหรือตะโกน ที่เน้นเสียง แตกๆสากๆ อย่างฮาร์ดคอร์ทั่วไป แต่จะร้องและเล่นโดยเน้นเมโลดี้ ให้กลมกลืน ลื่นไหลไปตามอารมณ์
        ปี 2546 ด้วยการจับมือกันของจาก 3 ค่ายเพลงร็อค อย่าง มอร์ มิวสิค, จีนี่ เรคคอร์ดส และอัพจี อัลบั้มพิเศษ Little Rock Project จึงเกิดขึ้น จากการรวมกันเฉพาะกิจ ของ 7 วงร็อครุ่นใหม่มาแรง Clash, ABnormal, Paradox, I-zax, Ultra Chuadz, Zeal และ กะลา ที่กลับการปลุกกระแสตำนานเพลงร็อคมือขวา "ไมโคร" โดยนำเอา 25 บทเพลงฮิต มาเรียบเรียงและร้องใหม่ ในสไตล์ของแต่ละวง

ผลงาน
-  ปี 2545  อัลบั้ม ปกติ
-  ปี 2547 อัลบั้ม

ผลงานพิเศษ
-  ปี 2546 อัลบั้ม Little Rock Project
-  เพลงประกอบภาพยนตร์แฟนฉัน

 

 

 

 

คนที่ 2เอาเปงวงเหมือนเดิมนะคะ เกริล์ลี่ เบอร์รี่

สมาชิก

 

NAME :. ปิยา พงศ์กุลภา
NICKNAME :. กิ๊ฟซ่า (Giftza)
BIRTHDATE :. 3 ตุลาคม 2527
EDUCATION :. คณะศิลปศาสตร์ เอกการแสดงและกำกับ การแสดง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร
FAVOURITE SPORTS .: ว่ายน้ำ, โบว์ลิ่ง
FAVORITE FOOD :. ทานได้ทุกอย่าง
HOBBY :. เล่นดนตรี (เปียโน)

NAME :. วนิดา เติมธนาภรณ์
NICKNAME :. กิ๊ฟซี่ (Gybzy)
BIRTHDATE :. 10 กันยายน 2526
EDUCATION :. รอศึกษาต่อ
FAVOURITE SPORTS :. ว่ายน้ำ, เทนนิส
FAVORITE FOOD :. บาร์บีคิว
HOBBY : เล่นกีฬา

NAME :. ภัทรนันท์ ดีรัศมี
NICKNAME :.
แนนนี่ (Nanny)
BIRTHDATE :. 20 พฤษภาคม 2528
EDUCATION :. St. John International School
FAVOURITE SPORTS :. ว่ายน้ำ, เทควันโด
FAVORITE FOOD :. ต้มยำกุ้ง
COLLECTION :. หนังสือ
HOBBY :. อ่านหนังสือ, ดูหนัง, ฟังเพลง

NAME :. มนัญญา ลิ่มเสถียร
NICKNAME :.
เบล (Belle)
BIRTHDATE :. 25 ธันวาคม 2527
EDUCATION :. โรงเรียนอัสสัมชัญ ธนบุรี
FAVOURITE SPORTS :. ว่ายน้ำ, วอลเล่ย์บอล
FAVORITE FOOD :. ปลานึ่งซีอิ้ว, กล้วยปิ้ง
COLLECTION :. พวงกุญแจ, ตุ๊กตา
HOBBY :. ดูหนัง, ปักครอสติส

ผลงาน
- อัลบั้ม "เวิลด์ ดิ อินเตอร์เนชั่นแนล มิวสิก อัลบั้ม" (แนนนี่, เบล)
- อัลบั้มชุดที่ 1. Girly Berry
- อัลบั้มชุดที่ 2. Very Girly

 

 

 

 

 

 

3.เอาเปงวง อีกอ่ะค่ะ ซิลลี่ ฟูล

สมาชิก

 

ชื่อจริง :. ณัฐพล พุทธภาวนา (โต)  Natapol Puthapawana
ตำแหน่ง  :. ร้องนำ
วันเกิด  :. 13 ตุลาคม 2518
ราศี  :. กันย์
การศึกษา  :. ปริญญาตรี เอกภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
แนวเพลงโปรด  :. Hardcore, Rock, Techno
ศิลปินที่ชื่นชอบ  :. Nine Inch Nails, White Zombie
เครื่องดนตรีที่เล่นได้  :. กลอง เปียโน กีตาร์ เบส
ประสบการณ์ด้านดนตรี  :. ออกอัลบั้ม E.P. 1 ชุด แต่งเพลง ให้ศิลปินอื่น  

ชื่อจริง  :. ทรงพล จูประเสริฐ (ต้น)  Songpol Juprasert
ตำแหน่ง  :. กีตาร์
วันเกิด  :. 26 สิงหาคม 2517
ราศี  :. สิงห์
การศึกษา  :. มัธยมศึกษาตอนปลาย และเรียน ด้านซาวด์ เอ็นจิเนียร์ ที่โรงเรียนดนตรี บัตเตอร์ฟลาย  
แนวเพลงโปรด  :. Metal, Progresssive, Classic, Jazz
ศิลปินที่ชื่นชอบ  :. Steve Vai, Bela Flek, Dream Theatre
เครื่องดนตรีที่เล่นได้  :. กลอง, เปียโน, เบส, กีตาร์
ประสบการณ์ด้านดนตรี  :. ออกอัลบั้ม E.P. 1 ชุด

ชื่อจริง  :. เทวฤทธิ์ ศรีสุข (หรั่ง)  Thevarit Srisuk
ตำแหน่ง  :. เบส
วันเกิด  :. 20 กุมภาพันธ์ 2516  
ราศี  :. กุมภ์
การศึกษา  :. มัธยมศึกษาตอนปลาย
แนวเพลงโปรด  :. Progressive
ศิลปินที่ชื่นชอบ  :. Led Zeppelin, Dream Theatre
เครื่องดนตรีที่เล่นได้  :. เบส, กีตาร์
ประสบการณ์ด้านดนตรี  :. ออกอัลบั้ม E.P. 1ชุด

ชื่อจริง  :. ต่อตระกูล ใบเงิน (ต่อ)  Tortrakul Baingen
วันเกิด  :. 10 ตุลาคม 2516
ราศี  :. ตุลย์
การศึกษา  :. ปริญญาตรี สถาบันราชภัฎจันทรเกษม
แนวเพลงโปรด  :. Rock, Funk
ศิลปินที่ชื่นชอบ :. Mariah Carey
เครื่องดนตรีที่เล่นได้ :. กลอง, กีตาร์, เบส

แนวเพลง  :. Rock
สังกัด  :. มอร์ มิวสิค

ผลงาน
-  ปี 2541 อัลบั้ม IQ.180
-  ปี 2542  อัลบั้ม Candyman  
-  ปี 2543 อัลบั้ม mint
-  ปี 2545  อัลบั้ม Juicy
-  ปี 2546 อัลบั้ม King Size

โฆษณา
-  เครื่องดื่ม M 150  (โต)
-  รถจักรยานยนต์ซูซูกิ  (โต)

 

      ในปี 2540 นักฟังเพลงที่ชื่นชอบ เพลงสไตล์ Hardcore คงมีโอกาส ได้ลองฟังผลงานเพลง ตัวอย่าง ของร็อคไทยหน้าใหม่นาม "Silly Fools" ปีถัดมา พวกเขาออกอัลบั้ม ในชื่อว่า IQ. 180 สร้างชื่อให้พวกเขา เป็นที่รู้จัก ในวงการเพลงร็อคมากขึ้น
      Silly Fools ประกอบไปด้วยสมาชิก 4 คน คือ โต นักร้องนำ , ต้น มือกีตาร์, หรั่ง มือเบส และเต้ย มือกลอง ต่อมาเต้ยหันไปสนใจ การเรียนด้านโปรแกรมมิ่ง ขอลาออกเพื่อไปศึกษาต่อ จึงมีสมาชิกใหม่มาทำหน้าที่ มือกลองแทน คือ "ต่อ" ต่อตระกูล ใบเงิน
      หลังจากการทำงานและการศึกษา ด้านดนตรีอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้เพลงร็อคดีๆ ที่ได้ทั้งเนื้อหา และการเรียบเรียง ดนตรีที่ดีเยี่ยม Silly Fools จึงออกอัลบั้มชุดที่สอง ในชื่อชุด Candyman เพื่อเป็นนัยบอกถึง ความหลากหลาย ทั้งรสและกลิ่น ของเพลงในอัลบั้ม ว่าน่าดึงดูดใจแค่ไหน
      เพลงร็อค ในสไตล์ของ Silly Fools เป็นเพลงร็อคร่วมสมัย ที่แตกต่างออกไป ด้วยการใช้เสียงสังเคราะห์ที่แปลก ตลอดจนแนวทางของดนตรี ที่มีการผสมผสานจนลงตัว บวกกับวิธีการร้อง ที่แปลกเป็นสไตล์ เฉพาะตัวของโต ทำให้งานของพวกเขา ได้รับความสนใจ จากแฟนเพลง Hardcore ค่อนข้างสูง และมีการตอบรับที่ดี
      ปลายเดือนกันยายน 2543 อัลบั้มชุดที่ 3 ของพวกเขาที่ใช้ชื่อว่า "MINT" ก็ออกมา ฝีมือเขียนเนื้อร้องทุกเพลงยังเป็นของ "โต" นักร้องนำของวง แม้ดนตรีในบางเพลงของอัลบั้มนี้ จะเบากว่างานชุด แรกๆ แต่ สีสัน ลูกเล่น และรายละเอียดในดนตรี กลับมีมากขึ้น เพลงชุดนี้ของพวกเขา ได้รับการต้อนรับอย่างดี จากแฟนเพลงตั้งแต่อัลบั้ม ยังไม่ได้วางแผง
      ถัดมาอีก 2 ปี ในเดือน มี.ค. 2545 พวกเขาออกอัลบั้มที่ 4 ของตัวเองโดยใช้ชื่อว่า "Juicy" กับงานเพลงที่มีความเป็นร็อค มากขึ้นกว่าชุดที่แล้ว เพลงในอัลบั้มเน้นความสนุก ดุ แต่ไม่แรงเท่ากับ อัลบั้มแรก วิธีการเขียนเนื้อร้องเปลี่ยนมาใช้ภาษาที่ตรงไปตรงมา ค่อนข้างแรงและสะใจมากกว่าเดิม ชื่ออัลบั้ม Juicy หมายถึงน้ำ หรือสิ่งที่อัดแน่นจนแทบจะระเบิดออกมา เหมือนกับเพลงในอัลบั้มนี้นั่นเอง
      ต้นปี 2547 งานเพลงชุดใหม่ ที่ใช้ชื่อว่า "King Size" กับซาวนด์ที่ใหญ่ขึ้น ด้วยเครื่องดนตรีทุกชิ้นอัดสดหมด ไม่เน้นรายละเอียดของ Synthesizer หรือ Effect ทำให้ได้เสียงที่ร็อคขึ้น บวกกับเสียงร้องที่หนาขึ้น และวิธีการร้องที่พยายามเปลี่ยนให้มีลูกเล่น เทคนิคการประสานใหม่ๆ เนื้อหาของเพลงไม่หนัก แต่ค่อนข้างแรง โดยการใช้ภาษาพูดมาเขียนเพลง

 

 

 

 

 

4.ขอเปงวงอีกนะคะ ซาซ่า ค่ะ

 

สมาชิก

 

ชื่อจริง :. จรีนา สิริสิงห (แก้ว)   Charina Sirisingha  
ตำแหน่ง :. ร้องนำ  
วันเกิด :. 20 ตุลาคม 2526  
ราศี :. ตุลย์  
ส่วนสูง-น้ำหนัก :. 171 ซม. - 49 กก.
การศึกษา :. ม.กรุงเทพ (อินเตอร์) ภาค Hotel And Tourism
กีฬาที่เล่น :. ขี่ม้า  
ศิลปินที่ชื่นชอบ :. Leann Rhymes  
เครื่องดนตรีที่เล่นได้ :. เปียโน  
ผลงานอื่นๆ :. พิธีกรรายการ Teen Center , ดารารับเชิญ ในละครเรื่อง"คู่คนละขั้ว"
ความใฝ่ฝัน :. อยากเป็นครูสอนร้องเพลง จะได้มีแต่เสียงเพลงทั้งวัน

ชื่อจริง :. พิมพ์มาดา บริรักษ์ศุภกร (พิมพ์)   Pimmada Bariraksupbakorn
วันเกิด :. 5 กันยายน 2523  
ราศี :. กันย์  
ส่วนสูง-น้ำหนัก :. 166 ซม. - 45 กก.
การศึกษา:.  ม.กรุงเทพ (อินเตอร์)
ภาค :. Hotel And Tourism
กีฬาที่เล่น :. เทนนิส  
ชอบเพลงแนว :. Pop  
ผลงานอื่นๆ :. ละครเรื่อง "เมืองมายา", "ตะวันตัดบูรพา", "วัยระเริง", "วิมานดิน" และเรื่อง "รักห้ามโปรโมท"
ความใฝ่ฝัน :. อยากไปศึกษาต่อต่างประเทศ

ชื่อจริง :. พิมรา เจริญภักดี (น้ำหวาน)    Pimmara Chareonpakdi
วันเกิด :. 31 ตุลาคม 2527  
ราศี :. ตุลย์  
ส่วนสูง-น้ำหนัก :. 164 ซม. - 47 กก.
กีฬาที่เล่น :. ว่ายน้ำ, วิ่ง  
แนวเพลงโปรด :. Pop Dance  
เครื่องดนตรีที่เล่นได้ :. เปียโน  
ผลงานอื่น ๆ :. ละครเรื่อง "เฮี้ยวนักรักซะเลย" , ถ่ายแบบนิตยสารวัยรุ่น
ความใฝ่ฝัน :. ได้ทำในสิ่งที่เรารัก และมีคนรักในสิ่งที่เราทำ

แนวเพลง :. ป๊อปแดนซ์
สังกัด :. กรีนบีนส์  

ผลงาน
-  ปี 2541  อัลบั้ม ZAZA  
-  ปี 2543  อัลบั้ม ZAZA  Z2  
-  ปี 2544  อัลบั้ม ZAZA  VISA
-  ปี 2545 อัลบั้ม ZAZA Uncensor

ผลงานอัลบั้มพิเศษ
-  ปี 2542  อัลบั้ม ZAZA & BUBBLE GIRLS  
-  ปี 2544  อัลบั้ม Cheer
-  ปี 2545 อัลบั้ม Cheer2 "Friendship"
-  ปี 2546 อัลบั้ม Cover Girls
-  ปี 2546 อัลบั้ม Rocky Road

 

     สามสาวหน้าใส "ซาซ่า" ประกอบด้วยสมาชิกสามคน คือ แก้ว, พิมพ์ และ น้ำหวาน ที่แจ้งเกิดครั้งแรกในฐานะนักร้องวัยรุ่น ด้วยอัลบั้ม "ZAZA" ที่มีเพลง "นอนไม่หลับ" เป็นเพลงเปิดตัวอย่างดีให้กับพวกเธอ ด้วยความน่ารักสดใส และความสามารถในการร้องเพลง ของทั้งสามคน ทำให้พวกเธอโดดเด่น ในฐานะนักร้อง หน้าใหม่ ขวัญใจวัยรุ่นในช่วงปี 2541 ด้วยใจรักในเสียงเพลง และเสียงดนตรี จึงทำให้ทั้งสามมารวมตัวกัน สร้างความสดใส ให้กับเสียงเพลง ซึ่งแต่ละคนก็พกพาความสามารถมาพอตัว นอกจากเรียนหนังสือ และร้องเพลงแล้ว พวกเธอยังมีผลงานอื่นๆ ให้เห็นอีก เช่น บทบาทการแสดงละคร โฆษณา พิธีกร เป็นต้น
     ในปี 2542 "ซาซ่า" ได้สร้างความสดใส ให้กับวงการเพลงวัยรุ่นอีกครั้ง เมื่อพวกเธอรวมตัวกับสามสาว "บับเบิ้ลเกิร์ล" ออกอัลบั้มพิเศษชุด "ZAZA&BUBBLE GIRLS" ความแรงของพวกเธอก็กลับมาอีกครั้ง และพร้อมที่จะมีอัลบั้มชุดที่สองของพวกเธอ ที่ออกมาช่วงกลางปี 2543 ในชื่อชุด "ZAZA ..Z2" กรกฎาคม 2544 อัลบั้มชุดที่สาม ชื่อ "VISA (วีซ่า)" ซึ่งเป็นครั้งแรกที่สามสาว มาในแบบฉบับสวมใส่กระโปรงสดใส หลังจากตั้งแต่อัลบั้มแรก ใส่กางเกงมาตลอด เพลงในชุดนี้ยังความเป็นป๊อปแดนซ์เหมือนเดิม แต่เพิ่มสีสันดนตรีแปลกไปกว่าสองชุดที่ผ่านมา
     กลับมาอีกครั้งกับงานเพลงชุดใหม่ "ZAZA Uncensor" ที่พวกเธอพกพาความ ซ่า..ไม่เซ็นเซอร์ มาพร้อมงานดนตรีที่เต็มไปด้วยสีสัน แนวป๊อปแดนซ์ แบบวาไรตี้ และท่วงทำนองที่แปลกใหม่ สะใจกว่าเดิม ในเพลงเปิดตัวเพลงแรก "เอะอะก็ไม่คิด" เน้นซาวนด์แปลกๆ มันๆ ด้วยมุมมองที่ไร้ขีดจำกัด กล้าพูด กล้าคิด กล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง และพร้อมจะสนุกอย่างสุดขีด สร้างความซ่าได้อย่างน่าฟัง

 

 

 

 

 

 

 

สุดท้ายจบที่นักร้องเดี่ยวค่ะ บัวชมพู ฟอร์ด คนสุดท้ายย

ชื่อจริง :. บัวชมพู ฟอร์ด  BUACHOMPOO FORD
วันเกิด :. 17 มี.ค. 2523
ราศี :. มีน  
การศึกษา :. คณะศิลปกรรมศาสตร์การละคอน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
งานอดิเรก :. ชอบดูหนังแนวสืบสวน สอบสวน  
ของสะสม :. หินแร่ควอทซ์

แนวเพลง :. ป๊อป
สังกัด :. มิวสิค ครีม

ผลงาน
-  ปี 2544  อัลบั้ม บัวชมพู
-  ปี 2545  อัลบั้ม sunshine day
-  ปี 2547 อัลบั้ม Beautiful Moment

ผลงานพิเศษ
-  ปี 2545 อัลบั้ม Cheer 2 : Friendship
-  ปี 2546 อัลบั้ม Your Song 1-2

ผลงานอื่นๆ
 - พิธีกรรายการ T- Health, Gang Of Five
- พรีเซ็นเตอร์โฆษณา Carefree, Calpico, H2O

ละครโทรทัศน์
-  คุณชาย
-  กิจกรรมชายโสด
-  มัสยา
-  กากเพชร
-  นังเหมียวย้อมสี
-  นางนกต่อ

รางวัลที่ได้รับ
-  นางเอกยอดนิยม จากละครเรื่อง "นังเหมียวย้อมสี" ของคลื่น RVS

 

     บัวชมพู มีคุณพ่อเป็นชาวอังกฤษ คุณแม่เป็นคนไทย เธอเป็นลูกสาว คนเดียวที่เกิดและเติบโตมากับคุณทวดและคุณแม่ ซึ่งเป็นเหมือน เพื่อนคอยให้คำปรึกษามาโดยตลอด ปัจจุบันบัวเรียนอยู่ที่ คณะศิลปกรรมศาสตร์การละคอน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเธอก็ชอบที่จะทำกิจกรรมไปควบคู่กับการเรียน โดยเฉพาะการเล่นละครเวที
     บัวเริ่มเข้าวงการบันเทิงด้วยการเป็นพิธีกรรายการ T-Health และ Gang Of Five ต่อมาเธอก็เล่นละครทีวี เริ่มจากเรื่อง คุณชาย, กิจกรรมชายโสด, มัสยา และ กากเพชร ก่อนจะมีโอกาสได้ ทำอัลบั้มเดี่ยวของตัวเองในเวลาต่อมา
     นับจากวันที่เริ่มเรียนพื้นฐานร้องเพลง และการเริ่มต้นพูดคุยกับ ทีมงานเพื่อหาคอนเซ็ปท์อัลบั้ม จนได้สิ่งที่โดดเด่นที่สุดนั่นก็คือ น้ำเสียงที่มีความใสเย็น ดังนั้นในส่วนของดนตรีจึงต้องให้ ความรู้สึกเย็นสบายเมื่อได้ฟัง สำหรับเนื้อหาก็มาจากบุคลิกของบัว ที่สดใส มองโลกในแง่ดี และนั่นก็รวมกันอยู่ในอัลบั้มที่ชื่อว่า "บัวชมพู"
     อัลบั้ม "บัวชมพู" เป็นเพลงป๊อปที่มีท่วงทำนองหวานสดใส ฟังสบาย บางเพลงผสมดนตรีที่มีกลิ่นของความเป็นเอเชียตะวันออก (Oriental Style) ทั้งอารมณ์โรแมนติค สุขสดใส แม้ในมุมเศร้า ก็ยังมองโลกในแง่ดี
    มาถึงอัลบั้ม "sunshine day" ดนตรีโดยรวมยังเน้นบรรยากาศที่ฟังแล้วรู้สึกเย็นสบาย เพิ่มเทคนิค-สีสันในการร้อง เพื่อถ่ายทอด อารมณ์เพลงมากขึ้น เพลงเร็วเพิ่มความสดใส ร่าเริง ส่วนเพลงช้าใช้เมโลดี้สวยๆ เช่น กีต้าร์อะคูสติก สื่อมุมมองความรักลึกซึ้งขึ้น ใช้ภาษาที่ตรงไปตรงมา บางเพลงจะเป็นเหมือนการเล่าเรื่อง สไตล์เพลงบัลลาด อย่างเพลง "sunshine day" ซึ่งบัวมีความถนัดในด้านการถ่ายทอดบทละครอยู่แล้ว เวลาร้องก็ต้องใช้จินตนาการเป็นภาพตามไปด้วย หรือเพลง "วันไหน ก็เหมือนเดิม" ผสมกลิ่นไอแบบ Chill Out (ชิลล์ เอาท์) การเรียบเรียงดนตรีใสๆ ไม่ซับซ้อน เพื่อโชว์เสียงหวานๆ เย็นใสของบัว

 

 

 

 


  3 มี.ค. 2549 19:31 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป เชอแตม

  61.90.80.113

  

เชอแตม

อีบีไวท์

มักเกิ้ลคือ

   สิ่งมีชีวิต หรือ ที่เราเรียกกันโดยทั่วไปว่า มนุษย์ มนุษย์นั้น เป็นสิ่งมีชีวิต ที่ไม่มีเวทมนต์ ไม่สามารถเสกอารายที่ตัวเองต้องการได้ จะได้ก็แต่เพียง แรกด้วยหยาดเหงื่อนั้นเอง แรกด้วยหยาดเหงือ หมายความว่า ทำงานหาเงิน เพื่อที่จะมาซื้อ สิ่งของที่ตัวเองต้องการ ไม่เช่นนั้น พวกเค้าก็ไม่สามารถที่จะได้สิ่งที่ตนต้องการมาด้าย แม้มักเกิ้ลนั้น จะไม่มีเวทมนต์ แต่พวกเค้าก็ไม่เคยท้อ ที่จะต้องทำงานหนักๆ เพื่อที่จะได้หาเงินมาเลี้ยงครอบครัวของตนเอง ไม่เคยท้อที่จะหาเงินมาซื้อของให้ลุกขอตน มักเกิ้ล ถือเป็นผู้ที่ประเสร็ฐมาก เพราะพวกเค้ามีชิวิตความเป้นอยู่อย่างเรียบง่าย ไม่มักใหญ่ใฝ่สูง อยู่ตามมีตามเกิด และพวกเค้าก็เป็นคนดี ที่มีความสามารถ และความพยายาม

ประวัติ มักเกิ้ล

1. สุนทรภู่

วัยเด็ก (พ.ศ.๒๓๒๙ - ๒๓๔๙)  แรกเกิด - อายุ ๒๐ ปี

พระสุนทรโวหาร (ภู่)  มีนามเดิมว่า ภู่  เป็นบุตรขุนศรีสังหาร (พลับ) และแม่ช้อย  เกิดในรัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร์  เมื่อวันจันทร์ เดือนแปด ขึ้นหนึ่งค่ำ ปีมะเมีย จุลศักราช ๑๑๔๘  เวลาสองโมงเช้า ตรงกับวันที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๓๒๙  ที่บ้านใกล้กำแพงวังหลัง  คลองบางกอกน้อย
สุนทรภู่เกิดได้ไม่นาน บิดามารดาก็หย่าจากกัน ฝ่ายบิดากลับไปบวชที่บ้านกร่ำ เมืองแกลง ส่วนมารดา คงเป็นนางนมพระธิดาในกรมพระราชวังหลัง (กล่าวกันว่าพระองค์เจ้าจงกล หรือเจ้าครอกทองอยู่) ได้แต่งงาน มีสามีใหม่ และมีบุตรกับสามีใหม่ ๒ คนเป็นหญิง ชื่อฉิมและนิ่ม ตัวสุนทรภู่เองได้ถวายตัวเป็นข้าในกรมพระ ราชวังหลังตั้งแต่ยังเด็ก
สุนทรภู่เป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน สันทัดทั้งสักวาและเพลงยาว เมื่อรุ่นหนุ่มเกิดรักใคร่ชอบพอกับนาง ข้าหลวงในวังหลัง ชื่อแม่จัน ครั้นความทราบถึงกรมพระราชวังหลัง พระองค์ก็กริ้ว รับสั่งให้นำสุนทรภู่ และจันไปจองจำทันที แต่ทั้งสองถูกจองจำได้ไม่นาน เมื่อกรมพระราชวังหลังเสด็จทิวงคตในปี พ.ศ. ๒๓๔๙ ทั้งสองก็พ้นโทษออกมา เพราะเป็นประเพณีแต่โบราณที่จะมีการปล่อยนักโทษ เพื่ออุทิศส่วนพระราชกุศลแด่ พระมหากษัตริย์หรือพระราชวงศ์ชั้นสูง เมื่อเสด็จสวรรคตหรือทิวงคตแล้ว
แม้จะพ้นโทษ สุนทรภู่และจันก็ยังมิอาจสมหวังในรัก สุนทรภู่ถูกใช้ไปชลบุรี ดังความตอนหนึ่งใน นิราศเมืองแกลงว่า
"จะกรวดน้ำคว่ำขันจนวันตาย แม้เจ้านายท่านไม่ใช้แล้วไม่มา"
แต่เจ้านายท่านใดใช้ไป และไปธุระเรื่องใดไม่ปรากฎ อย่างไรก็ดี สุนทรภู่ได้เดินทางเลยไปถึงบ้านกร่ำ เมืองแกลง จังหวัดระยอง เพื่อไปพบบิดาที่จากกันกว่า ๒๐ ปี สุนทรภู่เกิดล้มเจ็บหนักเกือบถึงชีวิต กว่าจะกลับมากรุงเทพฯ ก็ล่วงถึงเดือน ๙ ปี พ.ศ.๒๓๔๙
 
วัยฉกรรจ์ (พ.ศ.๒๓๕๐ - ๒๓๕๙)   อายุ ๒๑ - ๓๐ ปี

หลังจากกลับจากเมืองแกลง สุนทรภู่ได้เป็นมหาดเล็กของพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ พระโอรสองค์เล็ก ของกรมพระราชวังหลัง ซึ่งทรงผนวชอยู่ที่วัดระฆัง ในช่วงนี้ สุนทรภู่ก็สมหวังในรัก ได้แม่จันเป็นภรรยา
สุนทรภู่คงเป็นคนเจ้าชู้ แต่งงานได้ไม่นานก็เกิดระหองระแหงกับแม่จัน ยังไม่ทันคืนดี สุนทรภู่ก็ ต้องตามเสด็จพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ไปนมัสการพระพุทธบาท จ.สระบุรี ในวันมาฆบูชา สุนทรภู่ได้แต่งนิราศ เรื่องที่สองขึ้น คือ นิราศพระบาท สุนทรภู่ตามเสด็จกลับถึงกรุงเทพฯ ในเดือน ๓ ปี พ.ศ.๒๓๕๐
สุนทรภู่มีบุตรกับแม่จัน ๑ คน ชื่อหนูพัด แต่ชีวิตครอบครัวก็ยังไม่ราบรื่นนัก ในที่สุดแม่จันก็ร้างลาไป พระองค์เจ้าจงกล (เจ้าครอกทองอยู่) ได้รับอุปการะหนูพัดไว้ ชีวิตของท่านสุนทรภู่ช่วงนี้คงโศกเศร้ามิใช่น้อย
ประวัติชีวิตของสุนทรภู่ในช่วงปี พ.ศ.๒๓๕๐ - ๒๓๕๙ ก่อนเข้ารับราชการ ไม่ชัดแจ้ง แต่เชื่อว่าท่าน หนีความเศร้าออกไปเพชรบุรี ทำไร่ทำนาอยู่กับหม่อมบุญนาคในพระราชวังหลัง ดังความตอนหนึ่งในนิราศ เมืองเพชร ที่ท่านย้อนรำลึกความหลังสมัยหนุ่ม ว่า
"ถึงต้นตาลบ้านคุณหม่อมบุญนาค
มารดาเจ้าคราวพระวังหลังครรไล
เมื่อยามยากจนมาได้อาศัย
มาทำไร่ทำนาท่านการุญ"
นักเลงกลอนอย่างท่านสุนทรภู่ ทำไร่ทำนาอยู่นานก็ชักเบื่อ ด้วยเลือดนักกลอนทำให้ท่านกลับมา กรุงเทพฯ หากินทางรับจ้างแต่งเพลงยาว บอกบทสักวา จนถึงบอกบทละครนอก บางทีนิทานเรื่องแรกของ ท่านคงจะแต่งขึ้นในช่วงนี้ การที่เกิดมีนิทานเรื่องใหม่ๆ ทำให้เป็นที่สนใจมาก เพราะสมัยนั้นมีแต่กลอน นิทานจักรๆ วงศ์ๆ ไม่กี่เรื่อง ซ้ำไปซ้ำมาจนคนอ่านคนดูรู้เรื่องตลอดหมดแล้ว
นิทานของท่านทำให้นายบุญยัง เจ้าของคณะละครนอกชื่อดังในสมัยนั้นมาติดต่อว่าจ้างสุนทรภู่ ท่าน จึงได้ร่วมคณะละคร เป็นทั้งคนแต่งบทและบอกบท เดินทางเร่ร่อนไปกับคณะละครจนทั่ว ดังตอนหนึ่งใน นิราศสุพรรณคำโคลง ท่านรำลึกถึงครั้งเดินทางกับคณะละครว่า
" ๏  บางระมาดมิ่งมิตรครั้ง
บอกบทบุญยังพยาน
ประทุนประดิษฐาน
แหวนประดับกับผ้า
คราวงาน
พยักหน้า
แทนฮ่อง  หอเอย
พี่อ้างรางวัล "
นิทานเรื่องสำคัญที่สุด คือ เรื่องพระอภัยมณี ก็น่าจะเริ่มแต่งในช่วงนี้ด้วย (เป็นแต่เริ่มแต่ง มิได้ แต่งตลอดทั้งเรื่อง) นิทานเรื่องนี้แปลกแหวกแนวยิ่งกว่านิทานจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องใดที่เคยมีมา ทำให้คณะ ละครนายบุญยังโด่งดังเป็นพลุ เป็นที่ต้องการของใครต่อใคร และแน่นอนชื่อเสียงของท่านสุนทรภู่ก็ โด่งดังไปไม่แพ้กัน ทั่วทั้งกรุงเทพฯ และหัวเมืองใกล้เคียง
 
 
รับราชการครั้งที่ ๑ (พ.ศ.๒๓๕๙ - ๒๓๖๗)  อายุ ๓๐ - ๓๘ ปี

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงเป็นมหากวีและทรงสนพระทัยเรื่องการละครเป็น อย่างยิ่ง ในรัชสมัยของพระองค์ได้กวดขันการฝึกหัดวิธีรำจนได้ที่ เป็นแบบอย่างของละครรำมาตราบ ทุกวันนี้ พระองค์ยังทรงพระราชนิพนธ์บทละครขึ้นใหม่อีกถึง ๗ เรื่อง มีเรื่องอิเหนาและเรื่องรามเกียรติ์ เป็นต้น
มูลเหตุที่สุนทรภู่ได้เข้ารับราชการ น่าจะเนื่องมาจากเรื่องละครนี้เอง ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับกรณี ทอดบัตรสนเท่ห์ เพราะจากกรณีบัตรสนเท่ห์นั้น คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องถูกประหารชีวิตถึง ๑๐ คน แม้แต่ นายแหโขลน คนซื้อกระดาษดินสอ ก็ยังถูกประหารชีวิตด้วย มีหรือสุนทรภู่จะรอดชีวิตมาได้ นอกจากนี้ สุนทรภู่เป็นแต่เพียงไพร่ มีชีวิตอยู่นอกวังหลวง ช่วงอายุก่อนหน้านี้ก็วนเวียนและเวียนใจอยู่กับเรื่อง ความรัก ที่ไหนจะมีเวลามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมือง (กรณีวิเคราะห์นี้ มิได้รับรองโดยนักประวัติศาสตร์ เป็นความเห็นของคุณปราโมทย์ ทัศนาสุวรรณ เขียนไว้ในหนังสือ "เที่ยวไปกับสุนทรภู่" ซึ่งเห็นว่ามูลเหตุที่สุนทรภู่ได้เข้า รับราชการ น่าจะมาจากเรื่องละครมากกว่าเรื่องอื่น ซึ่งข้าพเจ้าพิเคราะห์ดูก็เห็นน่าจะจริง ผิดถูกเช่นไรโปรดใช้วิจารณญาณ)
อย่างไรก็ดี สุนทรภู่ได้เข้ารับราชการในปี พ.ศ.๒๓๕๙ ในกรมพระอาลักษณ์ เรื่องราวของกวี ที่ปรึกษาท่านนี้ ที่ได้แสดงฝีมือเป็นที่พอพระทัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เล่าว่า ครั้งหนึ่ง เมื่อพระองค์ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ ถึงตอนนางสีดาผูกคอตาย บท พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๑ ซึ่งเล่นละครกันมา กล่าวบทนางสีดาตอนเมื่อจะผูกคอตายว่า
     "เอาภูษาผูกศอให้มั่น
หลับเนตรจำนงปลงใจ
แล้วพันกับกิ่งโศกใหญ่
อรไทก็โจนลงมา"
ต่อนี้ถึงบทหนุมานว่า
     "๏ บัดนั้น
ครั้นเห็นองค์อัครกัลยา
ตัวสั่นเพียงสิ้นชีวิต
โลดโผนโจนลงตรงไป
     ครั้นถึงจึงแก้ภูษาทรง
หย่อนลงยังพื้นปัถพี
วายุบุตรวุฒิไกรใจกล้า
ผูกศอโจนมาก็ตกใจ
ร้อนจิตดังหนึ่งเพลิงไหม้
ด้วยกำลังว่องไวทันที   (เชิด)
ที่ผูกศอองค์พระลักษมี
ขุนกระบี่ก็โจนลงมา"
ทรงติว่าบทเก่าตรงนี้ กว่าหนุมานจะเข้าไปแก้ไขนางสีดา นางสีดาก็คงตายไปแล้ว จึงทรง พระราชนิพนธ์ตอนนี้ใหม่ หวังจะให้หนุมานเข้าไปช่วยนางสีดาได้โดยเร็ว ทรงแต่งบทนางสีดาว่า
   "จึงเอาผ้าผูกพันกระสันรัด เกี่ยวกระหวัดกับกิ่งโศกใหญ่"
แล้วก็เกิดขัดข้องว่า จะแต่งบทหนุมานอย่างไรให้แก้นางสีดาโดยเร็ว เหล่ากวีที่ปรึกษาไม่มีใคร สามารถแต่งบทให้พอพระราชหฤทัยได้ จึงโปรดให้สุนทรภู่ที่หมอบเฝ้าอยู่ด้วยลองแต่งดู
สุนทรภู่แต่งต่อว่า
"ชายหนึ่งผูกศออรไท
     ๏  บัดนั้น
แล้วทอดองค์ลงไปจะให้ตาย
วายุบุตรแก้ได้ดังใจหมาย"
ปรากฏว่าเป็นที่พอพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง ทรงยกย่องสุนทรภู่ว่าเก่ง
อีกคราวหนึ่งเมื่อทรงพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ตอนศึกสิบขุนสิบรถ ทรงพระราชนิพนธ์บท ชมรถทศกัณฐ์ว่า
       "๏ รถที่นั่ง
กว้างยาวใหญ่เท่าเขาจักรวาล
ดุมวงกงหันเป็นควันคว้าง
สารถีขี่ขับเข้าดงแดน
บุษบกบัลลังก์ตั้งตระหง่าน
ยอดเยี่ยมเทียมวิมานเมืองแมน
เทียมสิงห์วิ่งวางข้างละแสน
พื้นแผ่นดินกระเด็นไปเป็นจุณ"
ทรงพระราชนิพนธ์มาได้เพียงนี้ ทรงนึกความที่จะต่อไปอย่างไรให้สมกับที่รถใหญ่โตปานนั้นก็ นึกไม่ออก จึงมีรับสั่งให้สุนทรภู่แต่งต่อ สุนทรภู่แต่งต่อว่า
"นทีตีฟองนองระลอก
เขาพระเมรุเอนเอียงอ่อนละมุน
ทวยหาญโห่ร้องก้องกัมปนาท
บดบังสุริยันตะวันเดือน
กระฉอกกระฉ่อนชลข้นขุ่น
อนนต์หนุนดินดานสะท้านสะเทือน
สุธาวาสไหวหวั่นลั่นเลื่อน
คลาดเคลื่อนจัตุรงค์ตรงมา"
กลอนบทนี้เป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยยิ่งนัก นับแต่นั้นก็นับ สุนทรภู่เป็นกวีที่ปรึกษาด้วยอีกคนหนึ่ง ทรงตั้งเป็นที่ขุนสุนทรโวหาร พระราชทานที่ให้ปลูกเรือนที่ท่าช้าง และให้มีตำแหน่งเฝ้าฯ เป็นนิจ แม้เวลาเสด็จประพาสก็โปรดฯ ให้สุนทรภู่ลงเรือพระที่นั่งไปด้วย เป็น พนักงานอ่านเขียนในเวลาทรงพระราชนิพนธ์บทกลอน
 
ออกบวช (พ.ศ.๒๓๖๗ - ๒๓๘๕)  อายุ ๓๘ - ๕๖ ปี

วันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๓๖๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคต นอกจาก แผ่นดินและผืนฟ้าจะร่ำไห้ ไพร่ธรรมดาคนหนึ่งที่มีโอกาสสูงสุดในชีวิตได้เป็นถึงกวีที่ปรึกษาในราชสำนัก ก็หมดวาสนาไปด้วย
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์ไว้ถึงเหตุที่สุนทรภู่ไม่กล้ารับราชการต่อใน แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ดังนี้
"เล่ากันว่า เมื่อทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องอิเหนา ทรงแต่งตอนนางบุษบาเล่นธาร เมื่อท้าว ดาหาไปใช้บน พระราชทานให้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อยังดำรงพระยศเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ทรงแต่ง
"เมื่อทรงแต่งแล้ว ถึงวันจะอ่านถวายตัว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีรับสั่งวานสุนทรภู่ ตรวจดูเสียก่อน สุนทรภู่อ่านแล้วกราบทูลว่า เห็นดีอยู่แล้ว ครั้นเสด็จออก เมื่อโปรดให้อ่านต่อหน้ากวีที่ทรง ปรึกษาพร้อมกัน ถึงบทแห่งหนึ่งว่า
" 'น้ำใสไหลเย็นแลเห็นตัว ปลาแหวกกอบัวอยู่ไหวไหว'
"สุนทรภู่ติว่ายังไม่ดี ขอแก้เป็น
" 'น้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลา ว่ายแหวกปทุมาอยู่ไหวไหว'
"โปรดตามที่สุนทรภู่แก้ พอเสด็จขึ้นแล้ว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวก็กริ้ว ดำรัสว่า เมื่อ ขอให้ตรวจทำไมจึงไม่แก้ไข แกล้งนิ่งเอาไปไว้ติหักหน้ากลางคัน เป็นเรื่องที่ทรงขัดเคืองสุนทรภู่ครั้งหนึ่ง
"อีกครั้งหนึ่ง รับสั่งให้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแต่งบทละครเรื่องสังข์ทอง ตอน ท้าวสามลจะให้ลูกสาวเลือกคู่  ทรงแต่งคำปรารภของท้าวสามลว่า
" 'จำจะปลูกฝังเสียยังแล้ว ให้ลูกแก้วสมมาดปรารถนา'
"ครั้นถึงเวลาอ่านถวาย  สุนทรภู่ถามขึ้นว่า 'ลูกปรารถนาอะไร' พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ต้องแก้ว่า
" 'จำจะปลูกฝังเสียยังแล้ว ให้ลูกแก้วมีคู่เสน่หา'
"ทรงขัดเคืองสุนทรภู่ว่าแกล้งประมาทอีกครั้งหนึ่ง แต่นั้นก็ว่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมึนตึงต่อสุนทรภู่มาจนตลอดรัชกาลที่ ๒ ... "
จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ เพียงคิดได้ด้วยเฉพาะหน้าตรงนั้นก็ตาม สุนทรภู่ก็ได้ทำการไม่เป็นที่พอ พระราชหฤทัย ประกอบกับความอาลัยเสียใจหนักหนาในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย สุนทรภู่ จึงลาออกจากราชการ และตั้งใจบวชเพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณ สุนทรภู่ได้เผยความในใจนี้ ในตอนหนึ่ง ของนิราศภูเขาทอง ว่า
"จะสร้างพรตอตส่าห์ส่งบุญถวาย
เป็นสิ่งของฉลองคุณมุลิกา
ประพฤติฝ่ายสมถะทั้งวสา
ขอเป็นข้าเคียงพระบาททุกชาติไป"
เมื่อบวชแล้ว ท่านได้ออกจาริกแสวงบุญไปยังที่ต่างๆ เล่ากันว่า ท่านได้เดินทางไปยังหัวเมืองต่างๆ หลายแห่ง เช่น เมืองพิษณุโลก เมืองประจวบคีรีขันธ์ จนถึงเมืองถลางหรือภูเก็ต และเชื่อกันว่า ท่านคงจะ เขียนนิราศเมืองต่างๆ นี้ไว้อย่างแน่นอน เพียงแต่ยังค้นหาต้นฉบับไม่พบ
ราวปี พ.ศ.๒๓๗๐ ท่านก็กลับมาจำพรรษาที่วัดราชบูรณะ หรือวัดเลียบ แต่หลังจากกลับมาอยู่ได้ไม่นาน สุนทรภู่เกิดอธิกรณ์กับพระในวัด อาจด้วยเหตุทะเลาะวิวาทอย่างใดอย่างหนึ่ง (บางแห่งสันนิษฐานว่าท่านเมา สุรา) จึงถูกขับออกจากวัด เมื่อรับกฐินในปลายปี พ.ศ.๒๓๗๑ ท่านก็ออกเดินทางไปกรุงเก่า และได้แต่งนิราศ ภูเขาทอง อันเป็นนิราศเรื่องเยี่ยมที่สุดของท่าน และเป็นวรรณกรรมชิ้นเอกของวงการกวีไทย เหตุที่คาดว่าท่าน เกิดการวิวาทกับพระในวัด ด้วยความตอนหนึ่งในนิราศภูเขาทองกล่าวว่า
"โอ้อาวาสราชบูรณะพระวิหาร
เหลือรำลึกนึกน่าน้ำตากระเด็น
จะหยิบยกอธิบดีเป็นที่ตั้ง
จึ่งจำลาอาวาสนิราศร้าง
แต่นี้นานนับทิวาจะมาเห็น
เพราะขุกเข็ญคนพาลมารานทาง
ก็ใช้ถังแทนสัดเห็นขัดขวาง
มาอ้างว้างวิญญาในสาคร"
เมื่อกลับจากกรุงเก่า พระสุนทรภู่ได้ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดอรุณราชวราราม หรือวัดแจ้ง ปี พ.ศ.๒๓๗๒ เจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดีในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงฝากเจ้าฟ้ากลางและเจ้าฟ้าปิ๋ว พระโอรส องค์กลางและองค์น้อยให้เป็นศิษย์สุนทรภู่ การมีศิษย์ชั้นเจ้าฟ้าเช่นนี้จึงทำให้พระสุนทรภู่สุขสบายขึ้น
พระสุนทรภู่อยู่วัดอรุณฯ ราว ๒ ปี จึงข้ามฟากมาจำพรรษาอยู่ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือ วัดโพธิ์ เล่ากันถึงสาเหตุที่พระสุนทรภู่ย้ายวัดมา ก็เพราะสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงชักชวนให้มาอยู่ด้วยกัน สมเด็จฯ ทรงเป็นกวีองค์สำคัญของกรุงรัตนโกสินทร์พระองค์หนึ่ง เชื่อว่าคงจะ ทรงคุ้นเคยกับสุนทรภู่ในฐานะที่เป็นกวีด้วยกัน โดยเฉพาะสมัยที่สุนทรภู่เป็นขุนสุนทรโวหารในรัชกาลที่ ๒
ชีพจรลงเท้าสุนทรภู่อีกครั้ง เมื่อท่านเกิดไปสนใจเรื่องเล่นแร่แปรธาตุและยาอายุวัฒนะ ถึงแก่อุตสาหะ ไปค้นหา ทำให้เกิดนิราศวัดเจ้าฟ้า และนิราศสุพรรณ
ปี พ.ศ.๒๓๘๓ สุนทรภู่มาจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพธิดาราม ท่านอยู่ที่นี่ได้ ๓ พรรษา คืนหนึ่งเกิดฝันร้าย ว่าชะตาขาด จะถึงแก่ชีวิต จึงได้แต่งเรื่องรำพันพิลาป ซึ่งทำให้ทราบเรื่องราวในชีวิตของท่านอีกเป็นอันมาก จากนั้นจึงลาสิกขาบทเมื่อปี พ.ศ.๒๓๘๕ เพื่อเตรียมตัวจะตาย
 
 
รับราชการครั้งที่ ๒ (พ.ศ.๒๓๘๕ - ๒๓๙๘)  อายุ ๕๖ - ๖๙ ปี

เมื่อสึกออกมา สุนทรภู่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งทรง พระยศเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ โปรดอุปถัมภ์ให้สุนทรภู่ไปอยู่พระราชวัง เดิมด้วย ต่อมา กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ทรงพระเมตตาอุปการะสุนทรภู่ด้วย กล่าวกันว่า ชอบพระราชหฤทัย ในเรื่องพระอภัยมณี จึงมีรับสั่งให้สุนทรภู่แต่งต่อ นอกจากนี้ สุนทรภู่ยังแต่งเรื่องสิงหไตรภพถวายกรมหมื่น อัปสรฯ อีกเรื่องหนึ่ง
แม้สุนทรภู่จะอายุมากแล้ว แต่ท่านก็ยังรักการเดินทางและรักกลอนเป็นที่สุด ท่านได้แต่งนิราศไว้อีก ๒ เรื่องคือนิราศพระประธม และนิราศเมืองเพชร
สุนทรภู่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "พระสุนทรโวหาร" ในปี พ.ศ.๒๓๙๔ ขณะที่ท่านมีอายุ ได้ ๖๕ ปีแล้ว ท่านถึงแก่อนิจกรรมเมื่อปี พ.ศ.๒๓๙๘ รวมอายุได้ ๖๙ ปี

2.ท้าวเทพกระษัตรี - ท้าวศรีสุนทร

ชีวประวัติของท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร สองวีรสตรีเมืองถลาง ได้มีการบันทึก และเล่าสืบต่อกันมาว่า ท้าวเทพกระษัตรี เดิมชื่อจัน เป็นธิดาของจอมร้าง เจ้าเมืองถลาง ส่วนท้าวศรีสุนทร เดิมชื่อมุก เป็นน้องสาวร่วมบิดามารดา ของท้าวเทพกระษัตรี
       คุณจัน ถือกำเนิดที่บ้านตะเคียน เมืองถลาง ประมาณปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา ในราวปี พ.ศ. 2278 ซึ่งอยู่ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ มารดาชื่อหม่าเสี้ย เป็นเชื้อสายเจ้าไทรบุรี มีพี่น้องร่วมบิดามารดา 5 คน เป็นผู้ชาย 2ผู้หญิง 3 คือ คุณจัน คุณมุก คุณหมา (หญิง) คุณอาด และคุณเรือง
       คุณจันได้เข้าพิธีสมรสกับหม่อมศรีภักดี บุตรจอมนายกองเมืองตะกั่วทุ่ง เชื้อสายชาวนครศรีธรรมราช มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือคุณปรางและคุณเทียน เมื่อหม่อมศรีภักดีถึงแก่กรรม คุณจันก็ตกพุ่มหม้ายอยู่ที่เมืองถลาง ต่อมาคุณจัน ได้แต่งงานกับพระยาพิมล ซึ่งเจ้าพระยานครศรีธรรมราช ให้มาช่วยราชการ ณ เมืองถลาง มีบุตรธิดาร่วมกัน 5 คน พระยาพิมล ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองถลาง ในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสิน
       ในปี พ.ศ. 2323 สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงปราบดาภิเษก ขึ้นเป็นปฐมพระบรมราชจักรีวงศ์ โปรดให้สำเร็จโทษสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พร้อมด้วยเชื้อพระวงศ์ และนายทหารที่จงรักภักดี ส่วนพระเจ้านครศรีธรรมราช และพระยาพิมล เจ้าเมืองถลาง ยังคงตั้งตัวเป็นเอกเทศ และในปี พ.ศ. 2327 ได้โปรดเกล้าให้พระธรรมไตรโลก พระยาพิพิธโภคัย ฯ ออกมายังเมืองตะกั่วทุ่ง เพื่อสะสางราชการบ้านเมืองให้สำเร็จเรียบร้อย ซึ่งเป็นเหตุการณ์ให้สันนิษฐานว่า พระยาพิมลเจ้าเมืองถลาง ต้องบาดเจ็บ และถึงอนิจกรรมในเวลานั้น
       เมื่อสิ้นบุญพระยาพิมล คุณหญิงจันถูกพระยาธรรมไตรโลก เอาตัวไปไว้ที่ค่ายปากพระ ในเวลาเดียวกัน พม่าก็ยกกองทัพมาตีเมืองตะกั่วทุ่ง และค่ายปากพระได้
       พระยาธรรมไตรโลกเสียชีวิตในที่รบ ส่วนท่านผู้หญิงจันกับบริวารหนีจากค่ายปากพระ มาตั้งมั่นสู้พม่าอยู่ที่เมืองถลาง เมื่อเมืองตะกั่วทุ่งแตกแล้ว พม่าก็ยกทัพเรือเลียบชายฝั่ง ลงไปทางใต้ มุ่งตีเมืองถลาง ตามที่ได้รับมอบหมายจากแม่ทัพใหญ่ คือ เกงหวุ่นเมงยี ฝ่ายเมืองถลางได้ข่าวว่าพม่า จะยกทัพมาตั้งแต่เดือนอ้าย ซึ่งเป็นเดือนที่พม่าเริ่มออกเดินทัพ จึงเตรียมตัวรับศึกป้องกันรักษาเมือง โดยจัดคนเข้าประจำรักษาค่าย และขอซื้อฝิ่นจากกัปตันฟรานซิส ไลท์ พ่อค้าชาวอังกฤษ ที่มาค้าขายกับเมืองถลางเพื่อให้คนยามเฝ้าค่ายกิน แต่ถึงคราวเคราะห์ของชาวถลาง ในขณะที่มีข่าวพม่ายกทัพมา พระยาถลางเจ้าเมืองกำลังป่วยหนัก และถึงแก่กรรมลงในที่สุด ยังไม่ทันได้จัดงานศพตามประเพณี และยังไม่ได้ตั้งผู้ใดเป็นเจ้าเมืองแทน ชาวบ้านชาวเมืองพากันเสียขวัญ ละทิ้งบ้านเรือนหนีเข้าป่า ครั้นเห็นคุณหญิงจันกลับมา ชาวบ้านก็มีขวัญกำลังใจดีขึ้น คุณหญิงจันสามารถรวบรวมผู้คน รวมทั้งอาวุธ ปืนใหญ่น้อยเข้าประจำค่าย เตรียมรับทัพพม่าอย่างเต็มความสามารถ
       คุณหญิงจันได้ประชุมนายทัพนายกอง เห็นพร้อมกันว่าทัพเรือของพม่า จะต้องยกมาจอดยกพลขึ้นบกที่ท่าตะเภา ซึ่งเป็นท่าเรือใหญ่ และใกล้เมืองถลางมากที่สุด แต่ได้สืบข่าวมาว่าข้าศึกมิได้ยกมาทางนั้น จึงได้แบ่งออกไปตั้งทัพอยู่ที่ หลังวัดพระนางสร้าง ป้องกันข้าศึกตีโอบ ยึดเอาวัดเป็นที่ตั้งฐานทัพ ได้มอบให้นายอาจ น้องชายคุณหญิงจันเป็นแม่กอง และได้ตั้งค่ายใหญ่ที่นบนางดัก โดยมอบให้นายทองพูน เป็นแม่กอง ส่วนคุณจัน เป็นผู้บังคับบัญชาการรบทั่วไป คุณมุกเป็นผู้ช่วยตรวจตราทั้งสองค่าย ศึกทางไหนหนักจะได้ช่วยทางนั้น
       กองทัพไทยมีพลน้อย ไม่สามารถจะออกโจมตีข้าศึกโดยซึ่งหน้า คุณหญิงจัน คุณหญิงมุก จึงสั่งให้ผู้บังคับบัญชาทุก ๆ ค่ายให้ระวังกวดขัน แล้วคัดเลือกผู้หญิงกลางคน ประมาณ 500 คน มาแต่งตัวอย่างผู้ชายเอาทางมะพร้าว มาตกแต่งถือแทนอาวุธ เพื่อลวงข้าศึก จัดขบวนทำทีจะยกเข้าตีทัพพม่า ลวงให้พม่าเห็นว่าทัพไทยมีกำลังเสริม ทำให้พม่าไม่กล้าโจมตี เป็นการหน่วงเหนี่ยวไว้ ทำให้ขาดเสบียงอาหาร และจัดกำลังออกรังควาญพม่า ที่ออกลาดตระเวน และหาเสบียงอาหาร บาดเจ็บล้มตายเป็นประจำทุกวัน พม่าล้อมเมืองถลางอยู่ได้ประมาณ 1 เดือน บาดเจ็บล้มตายไปประมาณ 300 - 400 คน ประกอบกับความเหนื่อยหน่าย ที่ได้ทำการรบมาเป็นเวลานาน ประมาณ 4 เดือน นับแต่ยกกองทัพออกมาจากเมืองมะริด เมื่อหมดความสามารถ ที่จะตีเอาเมืองถลางให้แตกได้ จึงเลิกทัพกลับไป เมื่อวันจันทร์ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 4 ปีมะเส็ง ตรงกับวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2328
       ครั้นพม่าเลิกทัพกลับไปแล้ว ความทราบถึงใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงมีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าให้มีตราไปยังเมืองถลาง ตั้งผู้มีความดีความชอบในสงคราม เป็นพระยาถลางขึ้นใหม่ แล้วโปรดตั้งคุณหญิงจัน เป็นท้าวเทพกระษัตรี โปรดตั้งคุณหญิงมุกน้องสาว เป็นท้าวศรีสุนทร
       อนุชนรุ่นหลังได้รำลึกถึงคุณความดี ของท้าวเทพกระษัตรี ผู้เป็นแม่แห่งแผ่นดินเมืองถลาง จึงได้ช่วยสร้างอนุสาวรีย์ไว้ ที่บ้านท่าเรือ ตำบลศรีสุนทร อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต และกำหนดให้วันที่ 13 มีนาคม ของทุกปี เป็นวันถลางชนะศึก ถือเป็นวันเชิดชูเกียรติ ของท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร นำพวงมาลาสดุดีวีกรรม ของสองวีรสตรีศรีถลางสืบมา

3.พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร

ประวัติ
      • วันเกิด 26 กรกฏาคม 2492
        ที่ จังหวัดเชียงใหม่
      • สัญชาติ ไทย
      • ศาสนา พุทธ
    การศึกษา
      • โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่
      • อุดมศึกษา - พ.ศ. 2512 โรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 10
      • พ.ศ. 2516 โรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ 26 โดยสอบได้คะแนนป็นที่ 1
      • ปริญญาโท - ได้รับทุนรัฐบาล (ทุน ก.พ.) Eastern Kentucky University สหรัฐอเมริกา สาขา Criminal Justice
      • ปริญญาเอก - Sam Houston State University สหรัฐอเมริกา สาขา Criminal Justice
ประวัติการทำงาน
      • พ.ศ. 2541 - 2543 ก่อตั้งพรรคไทยรักไทยและดำรงตำแหน่ง หัวหน้าพรรคไทยรักไทย
      • พ.ศ. 2539 - 2540 ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี (ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ)
        -เข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบงานด้านจราจร (ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี บรรหาร ศิลปอาชา)
        -เข้ารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังธรรม
      • พ.ศ. 2537 - 2538 ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศ
      • พ.ศ. 2530 - 2537 ลาออกจากราชการเพื่อประกอบธุรกิจส่วนตัว ประธานกรรมการ บริษัท ชินวัตร คอมพิวเตอร์ จำกัด
      • พ.ศ. 2516 - 2530 รองผู้กำกับการนโยบายและแผนงาน/ กองบังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจนครบาล
บทบาททางสังคม :
  • รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นกรรมการผู้ทรง คุณวุฒิสภามหาวิทยาลัย 6 แห่ง คือ มหาวิทยาลัย รามคำแหง มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  • เป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิไทยคม และ เป็นผู้ริเริ่มแนวความคิดที่จะนำ ดาวเทียมสื่อสาร "ไทยคม" มาใช้ประโยชน์ทางด้านการศึกษา ผ่านดาวเทียมเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กชนบทผู้ยากไร้ที่ไม่สามารถ เรียนต่อ ได้มีโอกาสเรียนต่อในท้องถิ่นของตนเอง ทั้งนี้โดยได้ รับความร่วมมือจากกรมการศึกษานอกโรงเรียน กระทรวง ศึกษาธิการ
  • เป็นกรรมการอำนวยการ สถาบันเอเชียการศึกษา ปี 2538 - ปัจจุบัน
  • เป็นกรรมการสภาที่ปรึกษา สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • เป็นกรรมการที่ปรึกษา BANGKOK CLUB
  • เป็นกรรมการอำนวยการ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


รางวัลเกียรติคุณ :
2539

  • ได้รับรางวัล "Outstanding Criminal Justice Alumnus Awards" จาก Criminal Justice Center, Sam Houston State University และได้รับรางวัล "Distinguished Alumni Award" จากมหาวิทยาลัยเดียวกัน เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2539
2538
  • ได้รับคัดเลือกไปเป็น 1 ใน 3 คนไทยดีเด่นซึ่งมีบทบาท สำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทย และฟิลิปปินส์ เข้ารับรางวัลจากสถานฑูตฟิลิปปินส์
2537
  • ได้รับรางวัล "บุคคลดีเด่นผู้พัฒนาโทรคมนาคมเพื่อ สังคมของประเทศไทย ประจำปี 2536" จากสมาคมโทรคมนาคม แห่งประเทศไทย
  • ได้รับยกย่องจากหนังสือพิมพ์ Singapore Business Times ให้ เป็น 1 ใน 12 นักธุรกิจผู้นำของเอเชีย
  • ได้รับคัดเลือกจากนิตยสาร Financial World ที่มีชื่อเสียงของ สหรัฐอเมริกาให้เป็นหนึ่งใน Asian CEO of the Year ได้รับ พระราชทานปริญญา วารสารศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • ได้รับคัดเลือกให้เป็นคนไทยคนแรกและเป็นบุคคลที่ 3 ที่ ได้รับทุน " Lee Kuan Yew Exchange Fellowship " จาก ประเทศสิงคโปร์
2535
  • ได้รับรางวัล "1992 Asean Business Man of the Year" จาก Asean Institute ประเทศอินโดนีเซีย
  • ได้รับรางวัล "เกียรติยศจักรดาว" ด้านพัฒนาเศรษฐกิจจาก คณะกรรมการมูลนิธิโรงเรียนเตรียมทหาร

4.อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

เด็กชายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือมาร์ค เกิดเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ.2507 ที่เมืองนิวคาสเซิลประเทศอังกฤษ
 เป็นลูกชายคนเดียวและคนสุดท้องในจำนวน 3 คน ของ ศ.นพ.อรรถสิทธิ์ และ ศ.พญ.สดใส เวชชาชีวะ

 
เมื่ออภิสิทธิ์มีอายุไม่ถึงหนึ่งปี ครอบครัวเวชชาชีวะก็เดินทางกลับเมืองไทย เด็กชายอภิสิทธิ์เข้าเรียน
 ชั้นอนุบาลที่โรงเรียนอนุบาลยุคลธร และต่อมาได้เข้าเรียนที่โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ
 จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

 
หลังจากนั้นก็เดินทางไป เรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ ที่โรงเรียนสเกทคลิฟ และที่โรงเรียนอีตัน
 นับเป็นช่วงที่อภิสิทธิ์ใช้ชีวิตอยู่ในโรงเรียนประจำเป็นเวลาหลายปี

 
นอกจากหลักสูตรการเรียนที่ท้าทาย กฎระเบียบด้านวินัยที่เข้มงวดแล้ว โรงเรียนที่อังกฤษยังกำหนดให้
 นักเรียนทุกคนต้องออกกำลังกายอีกด้วย จึงทำให้อภิสิทธิ์ได้หัดเล่นกีฬาหลายประเภท และที่ถนัดมากที่สุดคือ
 ฟุตบอล ซึ่งได้กลายเป็นกีฬาที่โปรดปราน ของอภิสิทธิ์มาจนถึงทุกวันนี้

 
อภิสิทธิ์เป็นผู้ที่ติดตามการแข่งขันฟุตบอล ของสโมสรต่าง ๆ ในอังกฤษ
 (เป็นแฟนที่เหนียวแน่น ของสโมสรนิวคาสเซิล) และการแข่งขันระดับโลกสำคัญ ๆ มาตลอด
 (เป็นผู้ที่สามารถวิจารณ์ผู้เล่น ครูฝึกสอน และผู้จัดการของทีมฟุตบอลต่าง ๆ ได้คมชัดอย่างที่ไม่มีใครนึกถึง)

 ในช่วงเวลาที่ว่างจากการเรียน และการเล่นกีฬา อภิสิทธิ์ก็ผ่อนคลายด้วยการฟังดนตรีแนวร็อค
 ตั้งแต่ป๊อปร็อคไปจนถึงเฮฟวี่เมทัล โดยมีวงดนตรีที่โปรดปรานหลายวง เช่น อาร์อีเอ็ม อีเกิ้ลล์ และโอเอซิส

 
เมื่อจะเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี อภิสิทธิ์ได้เลือกเรียนในสาขาปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ 
 ที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ในช่วงที่อยู่ที่อ๊อกซฟอร์ด การใช้ชีวิตของอภิสิทธิ์ก็ต้องปรับเปลี่ยนอีกครั้ง
 จากเดิมที่ต้องอยู่ภายในกฎ ระเบียบของโรงเรียนประจำ ได้รับอิสระ เสรีภาพมาก สามารถใช้เวลาว่าง
 ได้ตามใจมากขึ้น ซึ่งอภิสิทธิ์ก็ได้ใช้เวลาเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมของมหาวิทยาลัย ในสภานักศึกษา
 อภิสิทธิ์ใช้เวลาเรียนที่อ็อกซฟอร์ด 3 ปี จนจบและได้รับเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง นับเป็นคนไทยคนที่สอง
 ในประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยที่ได้รับเกียรตินิยมอันดับนี้ และในระหว่างนี้ได้ศึกษาต่อ
 ในคณะนิติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงด้วย

 
หลังจากจบปริญญาตรี อภิสิทธิ์ก็เดินทางกลับประเทศไทย และเข้ารับราชการทหารโดยสอนหนังสือ
 ที่โรงเรียนนายร้อย จปร. ที่เขาชะโงก จังหวัดนครนายก ก่อนที่จะกลับไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโท
 ที่อ๊อกซฟอร์ด ในสาขาเศรษฐศาสตร์

 
ในช่วงก่อนที่จะกลับไปเรียนต่อปริญญาโท อภิสิทธิ์ได้แต่งงานกับคุณพิมพ์เพ็ญ ศกุนตาภัย
 ปัจจุบันทั้งคู่มีลูกสาวหนึ่งคน และลูกชายหนึ่งคน (ปราง และ ปัณณสิทธิ์)

 
เมื่อจบปริญญาโท อภิสิทธิ์ได้กลับมาสอนหนังสืออีกครั้ง ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 
ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเข้ามา "ทำงาน" การเมืองตั้งแต่เด็ก การตัดสินใจของอภิสิทธิ์จึงมีแนวทางที่ชัดเจน
 ไม่ว่าจะเป็นการเลือกสาขาที่จะเรียน การทำกิจกรรม หรือการพยายามติดตามข่าวสารบ้านเมือง
 แม้ว่าจะอยู่ต่างประเทศก็ตาม

 เกิด 3 สิงหาคม 2507

 
บิดา ศ.น.พ.อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกราชบัณฑิตยสถาน
 
มารดา ศ.พ.ญ.สดใส เวชชาชีวะ
 
ภรรยา ดร. พิมพ์เพ็ญ (ศกุนตาภัย) เวชชาชีวะ
 
อาจารย์ประจำ ภาควิชาคณิตศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
 
บุตร - ธิดา ด.ญ.ปราง เวชชาชีวะ ด.ช.ปัณณสิทธิ์ เวชชาชีวะ

 
การศึกษา ปริญญาตรีด้านปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์
(เกียรตินิยมอันดับ 1)
                  
มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ประเทศอังกฤษ
                 
ปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ประเทศอังกฤษ
                 
ปริญญาตรีด้านนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

 
ที่อยู่ พรรคประชาธิปัตย์ เลขที่ 67 ถนนเศรษฐศิริ แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
         
โทรศัพท์ : 0-2270-0036 โทรสาร : 0-2357-1151

 ก่อนปี 2535 อาจารย์ประจำโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าฯ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์
                      มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
 
มี.ค. 2535 , ก.ย.2535 , 2538 และ 2539 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานคร

 
ปี 2535-2537 โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

 
ต้นปี 2537 รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (รองนายกรัฐมนตรี นายศุภชัย พานิชภักดิ์)

 
ปี 2538-2539 ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร

 
ปี 2538-2540 โฆษกพรรคประชาธิปัตย์

 
ปี 2540-2544 รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

 
ปี 2542 รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

 
ปี 2544 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์

 ปี 2548 หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

 อาสาสมัครช่วยหาเสียงให้ นายพิชัย รัตตกุล ในเขตคลองเตย
 
-------------
 
ช่วยด้านวิชาการกับ นายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในเรื่องแผนพัฒนาเศรษฐกิจ
 
--------------
 
สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์
 
-------------
 
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 6 (สาธร, ยานนาวา, บางคอแหลม พ.ศ.2535/1, 2535/2)
 
-------------
 
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 5 (ดินแดน, ห้วยขวาง, พระโขนง, คลองตัน พ.ศ.2538, 2539)
 
-------------
 
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ.2535-2537
 
-------------
 
รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (รองนายกรัฐมนตรี นายศุภชัย พานิชภักดิ์) พ.ศ.2538
 
-------------
 
ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2538
 
-------------
 
ประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ
 
------------
 
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
 
-------------
 
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
 
-------------
 
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์
 ------------
 หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
 
-------------

5.  สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวในสมัยกรุงธนบุรี เสด็จพระราช สมภพ ณ วันที่ 17 เมษายน พุทธศักราช 2277 ในแผ่นดินสมเด็จพระบรมราชาที่ 3 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บรมโกศพระองค์ทรงเป็นสามัญชน กำเนิดในตระกูลแต้ มีพระนามเดิมว่า สิน พระราชบิดาเป็นจีนชื่อ ไหฮอง เดินทางจากประเทศจีนมาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย แล้วได้สมรสกับหญิงไทยชื่อ นางนกเอี้ยง มีหลักฐาน บันทึกว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงเคยเป็นพ่อค้าเกวียนผู้ทรงปัญญาเฉลียวฉลาด และมีความสามารถด้าน กฎหมายเป็นพิเศษ ได้ช่วยกรมการเมืองชำระถ้อยความของราษฎรทางภาคเหนืออยู่เนืองๆ เนื่องจากได้ทำ ความดีมีความชอบต่อแผ่นดิน จึงได้รับแต่งตั้งให้เป็น เจ้าเมืองตากในเวลาต่อมา

      ในปีพุทธศักราช 2308 - 2309 พระยาตากได้นำไพร่พลลงมาสมทบเพื่อป้องกันกรุงศรีอยุธยาระหว่าง ที่พม่าล้อมกรุงอยู่ ได้ทำการต่อสู้จนเป็นที่เลื่องลือว่า เป็นแม่ทัพที่เข้มแข็งมากที่สุดคนหนึ่ง และได้รับการแต่งตั้ง ให้เป็นพระยาวชิรปราการ เจ้าเมืองกำแพงเพชร ในวันที่ 4 มกราคม พุทธศักราช 2310 (ก่อนที่จะเสียกรุงศรีอยุธยา ให้แก่พม่าประมาณ3 เดือน) พระยาตากได้รวบรวมกำลังตีฝ่าวงล้อม ของพม่าไปตั้งมั่น เพื่อที่จะกลับ มากู้เอกราชต่อไป

      จากหลักฐานตามพระราชพงศาวดาร พระยาตากได้รวบรวมไพร่พลประมาณ 500 คน มุ่งไปทาง ฝั่งทะเลทางทิศตะวันออก ระหว่างเส้นทางที่ผ่านไปนั้นได้ปะทะกับกองกำลังของพม่าหลายครั้ง แต่ก็สามารถ ตีฝ่าไปได้ทุกครั้ง และสามารถรวบรวมไพร่พลตลอดจนอาวุธยุทโธปกรณ์ได้มากขึ้นเรื่อยๆ ในวันที่ 8 เมษายน พุทธศักราช 2310 พม่ายึดกรุงศรีอยุธยาได้ เจ้าเมืองใหญ่ๆพากันตั้งตัวเป็นเจ้าและควบคุมหัวเมืองใกล้เคียง ไว้ในอำนาจ หลังจากพระยาตากยึดเมืองจันทบุรีได้ ก็ได้ประกาศตั้งตัวเป็นอิสระ และจัดตั้งกองทัพขึ้นที่นี่ โดยมีผู้คนสมัครใจเข้ามาร่วมด้วยเป็นจำนวนมาก รวมทั้งนายสุดจินดาซึ่งต่อมาได้รับพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ในรัชกาลที่หนึ่ง

      หลังฤดูมรสุมในเดือนตุลาคม พุทธศักราช 2310 พระยาตากได้ยกกองทัพเรือออกจากจันทบุรีล่องมา ตามฝั่งทะเลในอ่าวไทย จนถึงปากแม่น้ำเจ้าพระยา และได้ต่อสู้จนยึดกรุงธนบุรีคืนจากพม่าได้ ต่อจากนั้น ได้ยกกองทัพเรือต่อไปถึงกรุงศรีอยุธยา เข้าโจมตีค่ายโพธิ์สามต้น เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2310 และสามารถกอบกู้เอกราชให้ชาติไทยได้เป็นผลสำเร็จ โดยใช้เวลาเพียง 7 เดือนนับตั้งแต่เสียกรุงศรีอยุธยา ให้กับพม่า หลังจากนั้น ได้ทรงเลือกกรุงธนบุรีเป็นราชธานี เนื่องจากทรงเห็นว่ามีชัยภูมิดี ประกอบกับ กรุงศรีอยุธยาเสียหายหนัก จนยากแก่การบูรณะ ให้เหมือนเดิม ต่อมาในปีพุทธศักราช 2311 ได้ทรงปราบดา ภิเษกขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ทรงพระนามว่า
"สมเด็จพระบรมราชาที่ 4" แต่ประชาชนนิยมเรียกว่า "พระเจ้าตากสิน" ในรัชสมัยของพระองค์ได้มีการทำศึกสงครามอยู่เกือบตลอดเวลา ทั้งนี้เพื่อรวบรวมแผ่นดิน ให้เป็นปึกแผ่น และขับไล่พม่าออกจากราชอาณาจักร ถึงแม้ว่าบ้านเมืองจะอยู่ในภาวะสงครามเป็นส่วนใหญ่ แต่สมเด็จพระเจ้าตากสินก็ยังทรงมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูประเทศในด้านต่างๆ เช่น ด้านการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจและสังคม ได้มีการติดต่อค้าขายกับประเทศต่างๆ เช่น จีน อังกฤษ และเนเธอร์แลนด์ ได้โปรดให้มีการ สร้างถนนและขุดคลอง เพื่ออำนวยความสะดวกในการคมนาคม นอกจากนั้นยังทรงส่งเสริมทางด้านการศาสนา ศิลปวัฒนธรรมและวรรณกรรม รวมทั้งการศึกษาในด้านต่างๆ ของประชาชนอีกด้วย

      หลังจากครองราชย์ได้ประมาณ 15 ปี ได้มีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นเหตุให้รัชสมัยของพระองค์ต้อง สิ้นสุดลง สมเด็จพระเจ้าตากสินเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 6 เมษายน พุทธศักราช 2325 ขณะที่มีพระชนมายุได้ 48 ปี ต่อจากนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้ เสด็จขึ้นครองราชย์ เป็นปฐมกษัตริย์แห่ง ราชวงศ์จักรี และได้ทรงย้ายราชธานีมาฝั่งกรุงเทพมหานคร

      เนื่องจากสมเด็จพระเจ้าตากสินได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อแผ่นดินไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะได้ ทรงกอบกู้เอกราชให้ชาติไทย รัฐบาลจึงได้ประกาศให้วันที่ 28 ธันวาคม ของทุกปี (ซึ่งตรงกับวันที่ทรงปราบ ดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์) เป็น
"วันสมเด็จพระเจ้าตากสิน" นอกจากนั้นคณะรัฐมนตรียังมีมติให้ถวาย พระราชสมัญญานามว่า"สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ตั้งแต่ พุทธศักราช 2310 ไปจนถึง พุทธศักราช 2325
ได้มีการทำศึกสงครามเกือบตลอดเพื่อรวบรวม ป้องกัน และขยายพระราชอาณาเขต
สำหรับเหตุการณ์ที่สำคัญๆ อาจจะสรุปได้ดังนี้

พุทธศักราช 2310
 

การเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2
การประกาศอิสรภาพหลังจากที่รบชนะพม่าที่ค่ายโพธิ์สามต้น
การสถาปนากรุงธนบุรีศรีมหาสมุทรเป็นเมืองหลวง
พม่ายกกองทัพมาตีไทยที่บางกุ้ง

พุทธศักราช 2311
 

การเถลิงถวัลยราชสมบัติของสมเด็จพระเจ้าตากสิน
การยกกองทัพขึ้นไปตีกลุ่มเมืองพิษณุโลก
กลุ่มพระฝางยกกองทัพลงมาตีกลุ่มเมืองพิษณุโลก
การยกกองทัพขึ้นไปตีกลุ่มเมืองพิมาย

พุทธศักราช 2312
 
กรุงศรีสัตนาคนหุตแต่งเจ้าหน่อเมืองนำเครื่องราชบรรณาการมาขอเป็นเมืองขึ้น
การยกกองทัพขึ้นไปตีเขมร
การยกกองทัพไปตีเมืองนครศรีธรรมราช
 
พุทธศักราช 2313
 
การยกกองทัพขึ้นไปตีกลุ่มเมืองสวางคบุรี
พม่ายกกองทัพลงมาตีเมืองสวรรคโลก
การยกกองทัพขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่ ครั้งที่ 1
 
พุทธศักราช 2314
 
การสร้างกำแพงเมืองกรุงธนบุรี
การยกกองทัพไปตีเขมร
 
พุทธศักราช 2315
 
พม่ายกกองทัพมาตีเมืองพิชัย ครั้งที่ 1
 
พุทธศักราช 2316
 
การสักเลก (ไพร่หลวง ไพร่สม และเลกหัวเมือง)
พม่ายกกองทัพมาตีเมืองพิชัย ครั้งที่ 2
 
 

 


  2 ก.ย. 2553 07:38 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป tattoo supplies

 ghost@gmail.com 58.243.111.114

   PremiumTattooKits.com will help you realize that opportunity to profit from your tattoo ink tattooing passion. Your #1 resource for Premium professional tattoo kits is breaking all grounds Tattoo Machine to bring you the most effective gadgets in pursuing this artistic venture.

 


  5 ต.ค. 2553 09:42 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป rosetta stone

 ghost@gmail.com 112.122.230.56

   While United Arab Republic suited a vassal nation of the Roman Catholic conglomerate, governed near a roman letters regulator, hieroglyphs came into neglect, and by the fourth century AD the writing system was lost. At the time that the Rosetta Stone was rediscovered, hieroglyphs spanish rosetta stone were indecipherable. Some people even thought they weren't a language at all, but some iconic form of decoration. With the Rosetta Stone, it was possible to decipher the demotic from rosetta stone french the Greek, and then the hieroglyphs from the demotic.

 


  13 ธ.ค. 2553 18:51 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป PEAK

 TANATORN-P@HOTMAIL.COM 119.46.126.121:119.46.126.110

  

ไม่ดี

 


page [1]

ร่วมแสดงความคิดเห็น (กรุณาใช้คำพูดที่สุภาพ)
  โพสต์โดย
  Email
  Post ภาพ
* สมาชิกเท่านั้น
ขนาดของไฟล์ภาพไม่เกิน 100 kb. เฉพาะไฟล์ jpg, gif หรือ swf เท่านั้น
  Security code:
 กรุณากรอกรหัสที่เห็นเพื่อยืนยันการโพสต์


บริการฟรีเว็บบอร์ดจาก YimWhan.com :: copyrights © 2009-2010