Logo Webboard ของ soundofstreet


ติดต่อโฆษณา  |  สมัครใช้งานสุดยอดแห่ง Free Webboard ได้แล้ววันนี้ คลิ๊ก !!  | แจ้งบอร์ดไม่เหมาะสม


  POLITICAL SIN

  

  Topic : ลัทธิฟาสซิสม์ FASCISM

Delete
Admin ลบกระทู้
   Page [1]
  สมาชิกพิเศษ
soundofstreet

na_punx@thaimail.com 203.188.52.150

  โพสต์เมื่อ : 23 พ.ค. 2549 14:26 น.

ลัทธิฟาสซิสม์  FASCISM

ลัทธิฟาสซิสม์เป็นรูปแบบการปกครองแบบระบบเผด็จการเบ็ดเสร็จรูปแบบพิเศษที่เกิดขึ้นในประเทศอิตาลีเช่นเดียวกันกับลัทธินาซีในเยอรมันนี

ความเป็นมา ฟาสซิสม์เป็นระบบเผด็จการที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 20 ชื่อของระบบนี้มาจากคำในภาษาอิตาเลียนว่า "ฟาสิโอ" ซึ่งแปลว่า "กลุ่ม" หรือ "ขบวนการ" พรรคฟาสซิสม์ได้ตั้งขึ้นโดย เบนิโต มุโสลินี ในปี ค.ศ. 1919 เพื่อต้านระบบคอมมิวนิสต์และได้ยึดอำนาจในประเทศอิตาลีในปี ค.ศ. 1922

     ตามแนวคิดลัทธิฟาสซิสม์ถือว่า ประชาชนไม่มีความสามารถ ขาดความรู้และมีอารมณ์ปรวนแปรไม่สามารถปกครองตนเองได้ ประชาชนจะต้องถูกปกครองโดยกลุ่มชนชั้นนำ ( elite ) ซึ่งมีคุณลักษณะสูงกว่ามวลชนโดยทั่วไป ทั้งในด้านความคิด สติปัญญา กำลังใจ และจริยธรรม

    เมื่อได้นำลัทธินี้มาใช้เป็นระบบการเมือง พรรคการเมืองทั้งหลายก็ถูกกวาดทิ้งโดยสิ้นเชิง และได้ห้ามมิให้มีการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลและการปกครอง ผู้ใดละเมิดจะถูกลงโทษ ห้ามมิให้มีการจัดตั้งสหภาพแรงงานและกลุ่มธุรกิจใดๆโดยเสรี รัฐจะเข้ามาควบคุมกิจการทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่

    ระบบฟาสซิสม์ในช่วงระยะก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น มุ่งที่จะทำลายล้างรัฐบาลตามระบอบรัฐธรรมนูญทุกแห่งในโลกด้วยการใช้กำลัง

    เมื่อมวลชนได้กลายมาเป็นปัจจัยที่สำคัยทางการเมือง ดังนั้น ถ้าประเทศที่ประชาชนไม่มีประสบการณ์ในด้านประชาธิปไตย ประเทศนั้นก็จะถูกปกครองแบบเผด็จการอำนาจนิยม แต่ถ้าประชาชนมีประสบการณ์ทางการเมืองอยู่บ้างก็อาจกลายเป็นเผด็จการเบ็ดเสร็จ เช่น แบบฟาสซิสม์ไปได้

    ระบบฟาสซิสม์ก็เหมือนระบบเผด็จการเบ็ดเสร็จโดยทั่วไปที่มีการใช้ สัญลักษณ์ เทคนิค และสถาบันต่างๆ ตามแบบรัฐบาลในระบบประชาธิปไตยเป็นการเลียนแบบ เช่น มีการใช้คำว่า "เสรีภาพ" "ประชาธิปไตยที่แท้จริง" "เจตนารมณ์ของประชาชน" แต่มีความหมายไปอีกทางหนึ่ง จากนั้นวิธีการโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองก็ได้ลอกเลียนแบบกระบวนการในแบบประชาธิปไตย เช่น การใช้หนังสือพิมพ์ ใบปลิว การเดินขบวน การประท้วง เป็นต้น กระบวนการเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้มีอำนาจได้สร้างมาทั้งสิ้น

    ระบบฟาสซิสม์นั้นมักจะขยายอำนาจเข้าไปในประเทศที่มีความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรม เช่น ในเยอรมันนีและญี่ปุ่น ทั้งนี้เพราะเหตุว่าเนื้อหาของฟาสซิสม์และนโยบายการปกครองของฟาสซิสม์เป็นสิ่งที่เรียกร้องความสนใจนักอุตสาหกรรมและชนชั้นกลาง

     สำหรับนักอุตสาหกรรมนั้นสนับสนุนลัทธินี้ เพราะพวกฟาสซิสม์สัญญาว่าจะทำลายสหพันธ์กรรมกร ส่วนบรรดาชนชั้นกลางนั้นพอใจลัทธิฟาสซิสม์เพราะบุคคลเหล่านี้มีความปรารถณาที่จะเพิ่มพูนเสถียรภาพและความก้าวหน้าของตนเองแต่ไม่สามารถทำได้เพราะถูกขัดขวางโดยธุรกิจขนาดใหญ่ รือบรรดาผู้มีเงินทองทั้งหลาย ดังนั้น เมื่อลัทธิฟาสซิสม์ต้องการต่อต้านผู้ที่มีความมั่งคั่งจำกัดอำนาจบุคคลเหล่านั้น พวกกลุ่มชนชั้นกลางก็นิยม โดยเชื่อว่าจะทำให้รากฐานของตนดียิ่งขึ้น ในหลายประเทศ เช่น อาร์เจนติน่า ลัทธินี้ได้รับการสนับสนุนโดยกรรมกรในเมือง ตัวอย่างเช่นพรรคเปรอง ได้รับเสียงสนับสนุนอย่างยิ่งที่เป็นเช่นนี้อาจเพราะเหตุที่ว่าการปกครองแบบฟาสซิสม์นั้น แม้จะต่อต้านสหพันธ์กรรมกรแต่ก็ให้คำมั่นสัญญากับกรรมกรว่าจะให้ความมั่นคง 

     ระบบฟาสซิสม์สนับสนุนการขยายอำนาจแบบจักรวรรดินิยม ดังนั้นจึงทำการยกย่องทหารเป็นพิเศษ ถือว่าบุคคลในอาชีพนี้เป็นผู้ที่มีเกียรติ กลุ่มทหารในบางประเทศเช่นญี่ปุ่นจึงสนับสนุนการปกครองดังกล่าว แต่เมื่อมีการปกครองแบบฟาสซิสม์เมื่อใดก็ต้องการให้มีการเปลี่ยนกำลังทหารให้เป็นครื่องมือของผู้นำ และกวาดล้างทหารที่ผู้ปกครองเองไม่ไว้วางใจเสียทั้งสิ้น

     ระบบการปกครองแบบฟาสซิสม์อาจจะได้รับการสนับสนุนจากบรรดาประชาชนที่ว่างงาน โดยเฉพาะถ้าประเทศประสบปัญหาในด้านเศรษฐกิจ หรือเศรษฐกิจตกต่ำ ทั้งนี้เพราะฟาสซิสมืให้คำมั่นสัญญาว่าจะสร้างความเจริญทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ลัทธิฟาสซิสม์ยังให้ความสำคัญแก่ประชาชนที่ว่างงาน ดังนั้น การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของฟาสซิสม์ก็ดีหรือการให้ความหวังในบทบาทสำคัญของบุคคลเหล่านี้ก็ดี จะทำให้ผู้ว่างงานหันมาสนับสนุน เช่น การแต่งกายเครื่องแบบ ให้ประจำกาในกองทัพ ให้มีส่วนร่วมในการชุมชุม เดินพาเหรดต่างๆ ทำให้บุคคลเหล่านี้เชื่อมั่นในตนเองได้รับการยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษของชาติแทนที่จะอยู่อย่างสิ้นหวังไม่มีค่าและไม่มีงานทำ

สาระสำคัญของลัทธิฟาสซิสม์ ลัทธิฟาสซิสม์เป็นผลงานของเบนิโต มุโสลินี และมีเนื่อหาสาระที่สำคัญ 7 ประการคือ

     1. ต้องการให้บุคคลมีความเชื่อโดยไม่คนึงถึงเหตุผล กล่าวคือ พยายามที่จะสั่งสอนและโน้มนำให้บุคคลเชื่ออย่างงมงายในการยึดถือชาติและผู้นำ (เหมือนทักษิณเลยใช่มะ) ความจงรักภักดีและความผูกพันธ์ที่มนุษย์พึงมีต่อการปกครอง ด้วยความเชื่ออย่างคลั่งไคล้ใหลหลงทำให้ประชาชนกลายเป็นกลไกในการปกครองของชาติ สิทธิเสรีภาพบางประการจึงถูกจำกัด โดยถือเอาความมั่นคงและความปลอดภัยของชาติเป็นสิ่งที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ประชาชนจะต้องเชื่อฟัง และปฎิบัติตามอำนาจอย่างเคร่งครัดมิฉะนั้นจะต้องถูกลงโทษ

    2. ไม่เชื่อว่ามนุษย์มีความเท่าเทียมกัน กล่าวคือ ลัทธินีพยายามชี้ให้เห็นว่าความเชื่อถือเกี่ยวกับความเท่าเทียมกันของมนุษย์ตามแนวความคิดของลัทธิการปกครองแบบประชาธิปไตยนั้นไม่ถูกต้อง เหตุว่า ตามสภาพความเป็นจริงมนุษย์ไม่มีความเท่าเทียมกันทั้งด้าร่างกายและพฤติกรรม เช่น ชายมีคุณสมบัติเหนือหญิง ทหารมีคุณสมบัติเหนือพลเรือน สมาชิกของพรรคฟาสซิสม์มีคุณสมบัติเหนือกว่าประชาชนทั่วไป ชาติย่อมมีฐานะเหนือเอกชน คนแข็งแรงย่อมอยู่ในฐานะเหนือกว่าคนอ่อนแอและผู้ชนะย่อมมีคุณสมบัติเหนือผู้แพ้ เป็นต้น จากหลักดังกล่าวจึงเห็นได้ว่ามาตราฐานที่ใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินความมีฐานะเหนือกว่าบุคคลคืออำนาจ ดังนั้น ความไม่เท่าเทียมกันจึงเป็นอุดมการณ์ขั้นสูงสุดของลัทธินี้ ซึ่งมีผลต่อการกำหนดนโยบายทั้งภายในและภายนอกประเทศ

     3. ความเชื่อในหลักพฤติกรรมที่นิยมความรุนแรงและการโฆษณาชวนเชื่อ หลักสคัญของแนวคิดนี้อยู่ที่การแบ่งชนชั้นในสังคมออกเป็น 2 พวกคือเพื่อนและศัตรู ( friend and enemy ) ซึ่งหมายความว่า บุคคลที่ไม่ใช่เพื่อนแล้วจะต้องเป็นศัตรูทั้งหมด ศัตรูอาจมีทั้งในประเทศและนอกประเทศ ศัตรูจะต้องถูกทำลายโดยสิ้นเชิง และด้วยความเชื่อดังกล่าวนี้จึงทำให้เกิดสถาบันของการใช้กำลังที่รุนแรงเพื่อเป็นเครื่องมือของลัทธินี้ การใช้กำลังรุนแรงกระทำได้ในหลายประการ เพื่อสร้างความกลัว การล้างสมอง ค่ายกักกัน และการทำลายล้างให้ราบเรียบ

     4. หลักรัฐบาลโดยชนชั้นนำ ความเชื่อของหลักการนี้อยู่ที่ว่าผู้นำของรัฐบาลหรือผู้นำประเทศนั้นเป็นผู้ที่มีความสามารถ มีการกระทำที่ถูกต้อง ไม่ผิดพลาด เพราะเหตุที่ว่า ผู้นำได้เลือกสรรมาจากบุคคลในแนวคิดที่ว่า ผู้ปกครองประเทศเป็นชนกลุ่มน้อยที่สามารถ ชนกลุ่มนี้จะต้องเป็นผู้นำชนชั้นได้ สามารถใช้ความต้องการนั้นเป็นเครื่องมือในการสร้างฐานะของตนเอง ผุนำต้องผูกขาดอำนาจในการปกครอง

    5. หลักการปกครองแบบเบ็ดเสร็จ เห็นได้ว่า ฟาสซิสม์มีความเชื่อตามหลักการในระบอบเบ็ดเสร็จ เพราะลัทธิฟาสซิสม์ยึดมั่นว่า อำนาจเด็ดขาดเป็นอำนาจสูงสุดที่ครอบคลุมชีวิตประชาชนในชาติไว้ ดังนั้น กิจการทุกอย่างรวมทั้งระบบที่เกี่ยวเนื่องได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมแลพการเมือง ก็จำเป็นต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐด้วย นอกจากนี้ลัทธิฟาสซิสม์ยังได้ถือว่าสิทธิของสตรีต้องถูกจำกัด เพราะสตรีไม่อาจจับอาวุทธขึ้นมาป้องกันประเทสได้ ดังนั้น สตรีจึงเป็นเสมือนบุคคลชั้นรองของประเทศ แม้ว่าลัทธิฟาสซิสม์จะได้โอนอ่อนผ่อนคลายไดบ้างเพื่อนนำไปใช้ในบางประเทศ เช่น การผ่อนผันไม่ควบคุมเกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนาก็ตาม แต่ลัทธิฟาสซิสม์ก็ยังถือเอาอำนาจและความรุนแรงเป็นเครื่องมือควบคุมการปกครองประเทศอยู่ดี

    6. หลักความนิยมในเชื้อชาติ ความเชื่อตามหลักการนี้มีอยู่ว่า ชนชั้นนำมีอุดมการณ์ของฟาสซิสม์เป็นผู้ที่ต้องมีฐานะเหนือชนชั้นอิ่น ชนชั้นนำมีอำนาจและบังคับให้ผู้อื่นยอมรับและนำเอาเจตนานรมณ์ขงตนไปปฏิบัติ ประเทศที่ประกอบไปด้วยกลุ่มชนชั้นนำจะเป็นประเทศมหาอำนาจที่มีฐานะเหนือชาติอื่น ชนชั้นที่เป็นบุคคลที่มีเชื้อสายที่มีความบริสุทธิและมีความสามารถพิเศษ เช่น ชนเผ่าอารายันของประเทศเยอรมันนี เป็นต้น และโดยเหตุที่ชนชั้นนำมีเชื้อชาติเผ่าพันธ์เหนือชนชั้นอื่น ดังนั้น จึงทำให้เกิดวัตถุประสงค์ที่จะสนองตอบต่อความเชื่อดังกล่าว โดยการเพิ่มพูนฐานะอำนาจและชื่อเสียงเผ่าพันธ์ของตน รวมทั้งการที่จะขยายเผ่าพันธ์ของตนให้ครอบคลุมไปทั่วโลก หลักสำคัญของความเชื่อมั่นในชาติอันได้แก่ ความเก่าแก่และมั่นคงของเผ่าพันธ์ หรือการสืบเชื้อสายมาจากผู้ที่มีความรู้ความสามารถและอำนาจอันพิเศษเหนือมนุษญ์เชื้อชาติอื่น เช่น ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าเป็นพวกที่มีเชื้อสายมาจากพระอาทิตย์ซึ่งเป็นสมมติเทพ ดังนั้น ชนชาวญี่ปุ่นต้องเป็นผู้เข้มแข็ง สามารถปกครองชาติต่างๆได้ทั่วโลก เสมือนดังพระอาทิตย์ที่มใหเอนาจต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของพลโลกทั่วทั้งจักรวาล ชาวเยอรมันยึดมั่นในความบริสุทธิของสายโลหิตที่มีความเฉลียวฉลาด และมีอำนาจเหนือชาติอื่น

     7. หลักความไม่เห็นด้วยกับกฏหมายและพฤติกรรมระหว่างประเทศ ความเชื่อในหลักการนี้ตั้งอยู่บนความเชื่อในความไม่เท่าเทียมกันระหว่างประเทศ ความรุนแรง เชื้อชาตินิยม จักรวรรดินิยมและสงคราม ถือว่าเป็นหลักการและเครื่องมือสำคัยของรัฐ โดยเน้นที่สงครามและอุดมคติเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ขัดกับหลักการประชาธิปไตยทั้งสิ้น

 

 

บทความนี้ผมได้นำมาจากหนังสือแบบเรียนเล่มหนึ่ง โทษทีที่จำชื่อหนังสือไม่ได้ เพราะว่าถ่ายเอกสารเก็บไว้หลายปีแล้ว

ก็เอามาให้อ่านกันจะได้เพิ่มเต็มความรู้กัน จะได้รู้ว่าทำไมพั้งค์ถึงเกลียดฟาสซิสม์ 

 



   Admin ลบความคิดเห็นนี้