Logo Webboard ของ tammatan
ติดต่อโฆษณา  |  สมัครใช้งานสุดยอดแห่ง Free Webboard ได้แล้ววันนี้ คลิ๊ก !!  | แจ้งบอร์ดไม่เหมาะสม


  คาถาดี คาถาเด็ด

  

  Topic : คาถาบูชา 3 พระอรหันต์แห่งโชคลาภ..เพื่อความรวยแบบสุดยอด(ต้องตั้งมั่นนะ)

Delete
Admin ลบกระทู้
   Page [1]
  ผู้ชมทั่วไป ธรรมทานบอย

  58.11.104.13

  โพสต์เมื่อ : 1 ก.ย. 2548 04:22 น.

คาถาบูชา 3 พระอรหันต์แห่งโชคลาภ

อิมินา สักกาเรนะ พุทธังปูเชมิ
อิมินา สักกาเรนะ ธัมมังปูเชมิ
อิมินา สักกาเรนะ สังฆังปูเชมิ
อิมินา สักกาเรนะ สิวลีเถระ ปูเชมิ
อิมินา สักกาเรนะ สังกัจจายน์เถระ ปุเชมิ
อิมินา สักกาเรนะ อุปคุตเถระ ปูเชมิ

สิวลี สังกัจจายน์ อุปคุต จะ มหาเถโร

เทวะตานะระปูชิโต

โสระโห ปัจจะยาทิมหิ

อะหังวันทามิ ตังสะทา

เอหิบูชา เอหิจิตติจิตตัง อินทาพรหมมัง มะนุสสังจะปูชิตัง

สิวลีอาราธนานัง นะชาลีติ

สังกัจจายน์ อาราธนานัง นะปุเนวัง

อุปคุตอาราธนานัง
จิตติลาภังจิตตังสุขัง

สิวลีประสิทธิเม สัพพะลาภัง สะทาโสตถี

สังกัจจายน์ประสิทธิเม มหาโภคัง
สุขัง ปัจจะยาทิมหิ

อุปคุตประสิทธิเม มหาลาภัง สัพพะสุโข ภวันตุ เมฯ

(สวดวันละ 9 หรือ 11 จบ)

บูชาด้วยดอกไม้ขาว ดอกไม้มีกลิ่นหอมและดอกบัวทุกชนิด อย่างละ 3-5-7 ดอก น้ำสะอาด 1 ถ้วย ลอยดอกมะลิไว้บนน้ำ จุดธูปเทียน บูชาแล้วสวดคาถา วันถวายผลไม้ วันพฤหัสบดีถ้ามีถวายน้ำผึ้ง และวันเสาร์ถวายอาหารจากทะเล หรืออาหารจากต้นดอกบัวได้ อธิษฐานขอโชคสำเร็จ แก้บนด้วยน้ำมะพร้าวอ่อน กล้วยหอม ทำบุญเลี้ยงพระ 1 ครั้ง





   Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
 


  1 ก.ย. 2548 04:25 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป ธรรมทานบอย

  58.11.104.13

  

  

ภาพพระสิวลีองค์นี้อยู่ที่วัดถ้ำเสือวิปัสสนา อ.เมือง จ.กระบี่

 

พระสิวลี
พระอรหันต์ผู้มีลาภมาก

พระสิวลี ชื่อนี้เป็นที่รู้จักกันมากในหมู่ของพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป เพราะถือกันว่าท่านเป็นพระอรหันต์ที่มีบารมีทางด้านโชคลาภไม่ว่าท่านจะไปสู่ที่แห่งใด ก็มักจะเกิดลาภกับท่านอยู่เสมอ
อาศัยบารมีของพระสิวลีนี่เอง ทำให้ผู้ที่เคารพบูชาท่านได้รับผล เป็นความสงบสุขร่มเย็นและสมบูรณ์พูนสุขด้วยโภคทรัพย์
ฉะนั้น จึงมีหลายท่านอยากทราบประวัติของ พระสิวลีเถระ “พระอรหันต์ครั้งพุทธกาล”
จังใคร่ขอนำประวัติของพระสิวลีมาเสนอเพื่อให้สาธุชนผู้มีศรัทธาได้ศึกษาเป็นลำดับไป ดังต่อไปนี้

บุญที่ทำให้มีลาภมากและบาปที่ล้อมเมือง
พระสีวลี ท่านเกิดมาในตระกูลกษัตริย์ เป็นโอรสของพระนางสุปปวาสา ซึ่งเป็นพระราชธิดาของพระเจ้ากรุงโกลิยะ ตั้งแต่ท่านมาปฏิสนธิในครรภ์ของพระนางสุปปวาสานั้น ปรากฏว่ามีผู้เอาเครื่องสักการะมาถวายพระนางสุปปวาสาทุกเช้าเย็น
ที่เป็นเช่นนี้ก็ด้วยอำนาจแห่งบุญญาบารมีของพระสิวลี ซึ่งมาปฏิสนธิอยู่ในครรภ์นั่นเอง

บุญที่ทำให้เกิดลาภสักการะไหลมาเทมาอย่างมากมายเช่นนี้ ก็เป็นเพราะในอดีตชาติ พระสิวลีท่านได้เคยสร้างบุญโดยการถวายน้ำผึ้งสดแก่พระวิปัสสีพุทธเจ้าพร้อมกับหมู่สงฆ์ ด้วยอานิสงฆ์แห่งการถวายทานแก่พระผู้มีจิตบริสุทธิ์ผุดผ่องเช่นนี้ จึงส่งผลให้ทุก ๆ ชาติที่ท่านเกิดมา ย่อมเป็นผู้สมบูรณ์พร้อมไปด้วยลาภสักการะ มิรู้จักอับจนเลย
แต่ธรรมดาของผู้ที่ยังเป็นปุถุชน และยังวนเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏในเมื่อได้เคยทำบุญเอาไว้ในบางชาติ ย่อมจะมีโอกาสพลั้งพลาดทำสิ่งอันเป็นบาปเข้าบ้างเป็นธรรมดา พระสีวลีก็เช่นกัน นอกจากท่านจะได้เคยทำบุญกับพระอริยสงฆ์องค์อรหันต์ด้วยการน้ำผึ้งสดแล้ว บาป ท่านก็เคยก่อเอาไว้เหมือนกัน

โดยในชาติหนึ่ง ท่านได้เกิดเป็นกษัตริย์และได้เคยยกทัพไปล้อมเมือง ๆ หนึ่ง เพื่อจะชิงราชสมบัติเป็นเวลานานถึง 7 ปี 7 เดือน 7 วัน ทำให้ประชาชนในเมืองนั้นได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก เพราะเสบียงอาหารที่ได้กักตุนเอาไว้เกิดหมด จะออกไปหาอาหารนอกเมืองไม่ได้เพราะถูกล้อมเมืองเอาไว้
ผลสุดท้าย ชาวเมืองต้องรวมตัวกันบังคับให้พระราชาของตนยอมแพ้ ท่านจึงได้ยอมปล่อย ด้วยบาปนี้นี่เอง ทำให้มาในชาตินี้ พระสีวลีท่านจึงต้องมาทนทุกข์ทรมานอยู่ในครรภ์ของพระนางสุปปวาสา เป็นเวลานานถึง 7 ปี 7 เดือน 7 วัน เท่ากับเวลาที่ท่านได้เคยไปล้อมเมืองเอาไว้ในอดีตชาติ

นี่แสดงให้เห็นว่า ขึ้นชื่อว่า “กฎแห่งกรรม” นั้น ให้ผลยุติธรรมเสมอ กรรมที่เราได้ทำไว้ ไม่ว่าจะดีก็ตามชั่วก็ตาม คนอื่นเขาจะเห็นหรือไม่ก็ตาม ล้วนคอยติดตามให้ผลอยู่เสมือนเงาที่คอยคิดตามตัวไปทุกหนทุก แห่ง ไม่ว่าจะไปเกิดในชาติไหนก็ตาม เกิดเป็นอะไรก็ตาม “กรรม” ไม่เคยละหน้าที่ซึ่งจะติดตามให้ผลเมื่อถึงเวลาอันควร

พรพระศาสดา

เมื่อพระนางสุปปวาสามีครรภ์แก่ครบกำหนดประสูติแล้ว พระนางก็ได้เสวยทุกขเวทนา ลำบากมาก จึงได้ให้พระสวามี
ไปกราบถวายบังคมพระบรมศาสดาเพื่อทูลขอพร

พระพุทธองค์ก็ทรงประทานพรให้แก่พระนางสุปปวาสาว่า “พระนางสุปปวาสา ผุ้เป็นพระราชธิดาของพระเจ้ากรุงโกลิยะ
จงเป็นหญิงมีความสุข ประสูติพระโอรสผู้หาโรคมิได้เถิด” เมื่อสิ้นพระพุทธดำรัส ก็ปรากฎว่าพระนางสุปปวาสาได้ประสูติพระโอรสทันที เวลาที่ประสูตินั้น ก็ประสูติง่ายที่สุดเปรียบประดุจน้ำไหลออกจากหม้อที่เป็นเช่นนี้นก็ด้วยอำนาจ
แห่งพุทธานุภาพ เมื่อประสูติแล้วพระญาติทั้งหลายได้ขนานนามให้ว่า “สีวลีกุมาร”

เห็นทุกข์ บรรลุธรรม

เมื่อสีวลีกุมารเจริญวัยเติบใหญ่ขึ้นมา ก็มีจิตศรัทธาใคร่จะบรรพชาอุปสมบท โดยได้ขอบวชในสำนักพระสารีบุตร
พระสารีบุตรได้เตือนให้ท่านระลึกถึงทุกข์ในขณะที่ยังอยู่ในครรภ์พระมารดา
ท่านได้กำหนดจิตพิจารณาตามไปจนเห็นความทุกข์ของการเกิดอย่างเด่นชัด ว่าการเกิดทุกครั้งย่อมเป็นทุกข์ทุกครั้ง
ไหนจะทุกข์เมื่อคราวอยู่ในครรภ์ ซึ่งมีสภาพที่อุดอู้น่าเบื่อหน่ายและเมื่อเกิดมาแล้ว ทุกข์ที่จะติดตามมาในภายหลังก็คือทุกข์เพราะความแก่ ความเจ็บ และความตาย ซึ่งไม่มีใครจะหนีไปพ้น
ระหว่างที่ยังไม่ตาย ก็ต้องพบความโศกเศร้าเสียใจเพราะพลัดพรากจากของรักบ้าง เพราะผิดหวังบ้าง
แต่ถ้าพิจารณาดูให้ลึกซึ้งก็จะเห็นได้ว่า ที่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดชาติแล้วชาติเล่าอยู่นี้ ก็เพราะจิตยังถุก อวิชชา ความไม่รู้ครอบงำ ด้วยเห็นว่าการเกิดเป็นของดี แต่ที่แท้หารู้ไม่ว่า การเกิดมาแต่ละที มันมีแต่ทุกข์ทั้งนั้น
เมื่อสิวลีกุมารพิจารณาซึ่งทุกข์อยู่เช่นนี้ ก็ทำให้จิตใจเกิดความเบื่อหน่าย และค่อยๆคลายอุปาทาน ในขณะที่กำลังปลงผม และพอปลงผมเสร็จท่านก็ได้บรรลุพระอรหันต์ผลพอดี

ผู้เลิศด้วยลาภ

ครั้นท่านได้บรรลุอรหันต์แล้ว ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ไหน ลาภสักการะย่อมบังเกิดมีแก่ท่านในที่นั้น ฉะนั้น เวลาหมู่สงฆ์จะไปยังถิ่นกันดาร พระบรมศาสดาจึงมักจะมีพระดำรัสให้พาพระสิวลีไปด้วยเสมอ อาศัยที่พระสีวลีเป็นผู้ที่สมบูรณ์ด้วยลาภเช่นนี้ พระบรมศาสดาจึงทรงยกย่องท่านว่าเป็น เอตทัคคะ ผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ทางด้านมีลาภมาก พระสีวลีท่านได้ดำรงเบญจขันธ์อยู่โดยสมควรแก่กาลแล้ว ท่านก็ได้ดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพาน

แง่คิดที่น่าพิจารณา

จากประวัติของพระสีวลีเถระที่ได้เล่าให้ฟังนี้ ย่อมชี้ให้เห็นแง่คิด 2 ประการคือ
ประการแรก ในแง่ของกฏแห่งกรรม ดังเราจะเห็นได้จากผลกรรม 2 ประเภท ทีเกิดกับพระสีวลี คือ กรรมฝ่ายกุศลส่งผลให้ท่านมีลาภมาก แต่ในขณะเดียวกัน กรรมฝ่ายอกุศลก็ดลบันดาลให้ท่านต้องได้รับทุกข์ทรมานอยู่ในครรภ์พระมารดาเป็นเวลานานถึง 7 ปีเศษ นี่แหละ เรื่องของกรรม ทำไว้ยังไงก็ย่อมได้ผลยังงั้นเสมอ
สำหรับแง่คิดประการที่ 2 ก็คือ ท่านได้บรรลุอรหันต์ เพราะการพิจารณาทุกข์ ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ทำให้เห็นชัดว่าการเกิดมาแต่ละทีล้วนมีแต่ทุกข์ ในเมื่อได้เห็นโทษทุกข์ของการเกิด การเบื่อหน่าย ด้วยอำนาจแห่งปัญญาที่เห็นความจริง ก็ย่อมจะเกิดขึ้น และเมื่อความเบื่อหน่ายเกิดขึ้นแล้ว ก็ย่อมจะนำไปสู่การคลายความกำหนัด คลายความยึดติดจนหลุดพ้นไปในที่สุด สมดังพระบาลีที่ องค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ในอนัตตลักขณสูตรตอนหนึ่ง ความว่า
นิพพินทัง วิรัชชติ
วิราคา วิมุจจติ
เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด(คลายความยึดติด) เมื่อสิ้นความกำหนัด(สิ้นความยึดติด หรือหมดความติดใจในอารมณ์) จิตก็ย่อมหลุดพ้นเพราะไม่ได้ถือมั่นอารมณ์ใด ๆ ในโลกนี้ จะเห็นได้ว่า ความทุกข์นี้ย่อมมีประโยชน์ ถ้าเรารู้จักพิจารณา เพราะความทุกข์คือพื้นฐานแห่งความจริงของชีวิต
แต่คนเรามองไม่เห็นตามความเป็นจริง จึงทำให้ลุ่มหลงอยู่ในกองทุกข์ สำคัญมั่นหมายในทุกข์
ว่าเป็นสุขอยู่ร่ำไป จิตใจจึงมีแต่การดิ้นรนทะยานอยาก ก่อภพก่อชาติ ไม่รู้จักจบสิ้น…นี่แล คือต้นตอของความทุกข์อันยาวนานในสังสารวัฎ

แต่ถ้าเมื่อใด มีปัญญาเห็นความจริง รู้จักตัวทุกข์ที่แท้จริงก็ย่อมจะทำให้เกิดความเบื่อหน่ายและคลายความยึดมั่น อันจะก่อให้เกิดภพชาติ ต่อ ๆ ไป

และเมื่อปัญญาคมกล้ายิ่งขึ้น จนถึงขนาดทำลายความรู่สึกที่เคยยึดมั่นให้หมดไปจากใจได้โดยสิ้นเชิงเมื่อไหร่ เมื่อนั้นภพชาติก็ย่อมจะขาดสิ้นลงไป ชาตินั้นจึงนับว่าเป็นชาติสุดท้ายแห่งการเวียนว่ายในสังสารวัฎ

ฉะนั้น “ทุกข์” จึงเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาเพื่อให้เกิดปัญญาเห็นความจริง อย่างเช่น พระสีวลี ที่ท่านได้พิจารณา และได้รับผลเป็นความพ้นทุกข์มาแล้วในครั้งพุทธกาล นั่นแล

 


  1 ก.ย. 2548 04:29 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป ธรรมทานบอย

  58.11.104.13

  

  พระมหากัจจายนะ เป็นบุตรของพราหมณ์ตระกูลกัจจายนะ ผู้เป็นปุโรหิต (ที่ปรึกษา)
ของพระเจ้าจัณฑปัชโชต ในกรุงอุชเชนี เดิมท่านชื่อว่า “กัญจนะ” เพราะมีรูปร่างลักษณะงาม
สง่า มีเสน่ห์แก่ผู้พบเห็น เมื่อเจริญวัยขึ้น ได้เรียนจบไตรเพท คือ คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนา
พราหมณ์ เมื่อบิดาถึงแก่กรรมแล้วได้ดำรงตำแหน่งปุโรหิตแทนบิดา
เมื่อพระบรมศาสดาตรัสรู้แล้ว เสด็จเที่ยวจาริกประกาศหลักธรรมคำสอนตามคามนิคม
ชนบทอยู่นั้น พระเจ้าจัณฑปัชโชต มีพระราชประสงค์จะกราบทูลอาราธนาพระพุทธองค์เสด็จสู่
กรุงอุชเชนีของพระองค์บ้าง จึงรับสั่งให้ปุโรหิจกัจจายนะไปกราบทูลอาราธนา กัจจายนะถือ
โอกาสกราบทูลลาเพื่ออุปสมบทด้วย เมื่อทรงอนุญาตแล้วจึงพร้อมด้วยบริวารติดตามอีก ๗ คน
เดินทางไปเฝ้าพระบรมศาสดา เมื่อเดินทางไปถึงก็รับเข้าเฝ้า พระพุทธองค์ตรัสพระธรรมเทศนา
ให้ฟง และเท่านทั้ง ๘ คนนั้น ก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ แล้วกราบทูลขออุปสมบท พระพุทธ
องค์ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปนา เมื่อได้อุปสมบทแล้ว ได้กราบทูล
อาราธนาพระบรมศาสดาเสด็จสู่กรุงอุชเชนี ตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้เดินทางมา แต่พระ
บรมศาสดารับสั่งให้ท่านไปเองพระเจ้าจัณฑปัชโชต และชาวเมืองก็จะเกิดศรัทธาเหมือนกัน
พระมหากัจจายนะ จึงกราบทูลลาพระบรมศาสดาพาภิกษุบริวารอีก ๗ องค์นั้น เดินทาง
กลับสู่กรุงอุชเชนี ประกาศหลักธรรมคำสอนในพุทธศาสนาให้พระเจ้าจัณฑปัชโชต และชาว
เมืองได้สดับรับฟัง เกิดศรัทธาเลื่อมใส ทำให้พระพุทธศาสนาแพร่กระจายทั่วกรุงอุชเชนีแล้ว
ท่านก็ได้เดินทางกลับมาเฝ้าพระผู้มีพระภาคอีก

  • กราบทูบขอพระบรมพุทธนุญาตแก้ไขพุทธบัตติ
    เสมือนหนึ่ง ท่านพระมหากัจจายนะ พักอาศัยอยู่ที่ภูเขาปวัตตะ แขวงเมืองกุรุรฆระ
    ในอวันตีทักขิณาปถชนบท ขณะนั้น มีอุบาสกคนหนึ่งชื่อว่า โสณกุฎิกัณณะ มีศรัทธาจะ
    อุปสมบท แต่เนื่องจากในอวันตีชนบทนั้นมีพระภิกษุจำนวนน้อย ไม่ครบเป็นคณปูรกะจำนวน
    ๑๐ รูป (ทสวรรค) ตามพระบรมพุทธานุญาต ท่านจึงให้บรรพชาเป็นสามเณรอยู่นานถึง ๓ ปี
    กว่าจะได้อุปสมบท และเมื่อท่านโสณกุฏิกัณณะได้อุปสมบทแล้ว ปรารถนาจะเข้าเฝ้า
    พระบรมศาสดา ได้กราบลาพระมหากัจจายนะ ก็อนุญาตพร้อมทั้งสั่งให้ไปราบทูลขอ
    พระบรมพุทธานุญาต ให้พระพุทธองค์ทรงแก้ไขพุทธบัญญัติ ๕ ข้อ ซึ่งไม่สะดวกแก่พระภิกษุผู้
    อยู่ในอวันตีชนบท คือ:-
    ๑) ในอวันตีชนบท มีพระภิกษุจำนวนน้อย ขอให้พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตการอุปสมบท
    ด้วยคณะพระภิกษุน้อยกว่า ๑๐ รูปได้
    ข้อนี้ พระพุทธองค์ทรงอนุญาตว่า “ดูก่อนภิกษุ เราอนุญาตการอุปสมบทในปัจจันตชนบท
    ด้วยคณะพระภิกษุ ๕ รูปได้”
    ๒) ในอวันตีชนบท มีพื้นดินขรุขระไม่เรียบไม่สม่ำเสมอ ขอให้พระผู้มีอาภาคทรงอนุญาตให้
    พระภิกษุในอวันตีชนบทสวมรองเท้ามีพื้นหลายชั้นได้
    ข้อนี้ ทรงอนุญาตว่า “ดูก่อนภิกษุ เราอนุญาตให้ภิกษุสวมรองเท้ามีพื้นหลายชั้น ใน ปัจ
    จันตชนบทได้”
    ๓) ในอวันตีชนบท อากาศร้อน บุคคลต้องอาบน้ำทุกวัน ขอพระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้
    ภิกษุอาบน้ำเป็นนิตย์ได้
    ข้อนี้ ทรงอนุญาตว่า “ดูก่อนภิกษุ เราอนุญาตการอาบน้ำได้เป็นนิตย์แก่ภิกษุผู้อยู่ใน ปัจ
    จันตชนบท”

๔) ในอวันตีชนบท มีเครื่องลาดที่ทำด้วยหนังมีหนังแพะ และหนังแกะ เป็นต้น สมบูรณ์ดี
เหมือนในมัชฌิมชนบท ขอพระพุทธองค์ทรงอนุญาตเครื่องลาดทำด้วยหนังสัตว์ มีหนังแพะ
และหนังแกะ เป็นต้นเหล่านั้นเถิด
ข้อนี้ ทรงอนุญาตว่า “ดูก่อนภิกษุ เราอนุญาตเครื่องลาดที่ทำด้วยหนังสัตว์เหล่านั้น”
๕) ทายกทั้งหลาย มักจะถวายจีวรแก่ภิกษุผู้ที่ออกจากวัดไปแล้ว ด้วยสั่งไว้ว่า “ข้าพเจ้าทั้ง
หลาย ขอถวายจีวรผืนนี้แก่ภิกษุชื่อนี้” เมื่อเธอกลับมาแล้ว ทายกได้นำจีวรเข้าไปถวาย แต่เธอไม่
ยอมรับด้วยเข้าใจว่า ผ้าผืนนี้เป็นนิสสัคคีย์
ข้อนี้ ทรงอนุญาตว่า “ดูก่อนภิกษุ เราอนุญาตให้ภิกษุรับจีวรที่ทายกถวายลับหลังได้ ด้วย
ว่า ผ้ายังไม่ถึงมือเธอตราบใด จะถือว่าเธอมีสิทธิ์ในผ้าผืนนั้นเต็มที่ไม่ได้ตราบนั้น”

  • ความสามารถพิเศษของพระมหากัจจายนเถระ
    พระมหากัจจายนเถระ เป็นพระพุทธสาวก ที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดสามารถอธิบาย
    ธรรมที่ย่อให้พิสดาร ให้ผู้ฟังเกิดศรัทธาเลื่อมใสได้โดยไม่ยาก ทั้งนี้เพราะส่วนหนึ่งท่านเป็นผู้มี
    ความเชี่ยวชาญในปฏิสัมภิทา ๔ คือ:-
    ๑) อัตถปฏิสัมภิทา ผู้มีปัญญาแตกฉานในอรรถ
    สามารถอธิบายความย่อให้พิสดารได้
    ๒) ธัมาปฏิสัมภิทา ผู้มีปัญญาแตกฉานในธรรม
    สามารถถือเอาความโดยย่อจากธรรมที่พิสดารได้
    ๓) นิรุตติปฏสัมภิทา ผู้มีปัญญาแตกฉานในนิรุตติ
    มีความเชี่ยวชาญในภาษา สามารถพูดให้คนอื่น
    เลื่อมใสได้
    ๔) ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ผู้มีปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ
    มีไหวพริบและปฏิภาณ สามารถแก้ไขสถานการณ์
    เฉพาะหน้าได้
    นอกจากนี้ยังมีพระธรรมเทศนาของท่านอีกหลายกัณฑ์ ที่พระธรรมสังคาหกาจารย์ ได้
    ยกขึ้นสู่สังคีติ คือการทำสังคายนา ได้แก่:-
    ๑ ภัทเทกรัตตสูตร เป็นสูตรที่แสดงถึงเรื่องบุคคลผู้มีราตรีเดียวเจริญ คือ คนที่เวลา
    วันคืนหนึ่ง ๆ มีแต่ความดีงาม ความเจริญก้าวหน้า ได้แก่ ผู้ที่ไม่มัวครุ่นคิดถึงอดีต ไม่เพ้อฝัน
    หวังอนาคต ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นแจ้งประจักษ์สิ่งที่เป็นปัจจุบัน ทำความดีเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย
    ไป มีความเพียรพยายามทำกิจที่ควรทำตั้งแต่ในวันนี้
    ๒ มธุรสูตร เป็นสูตรที่ท่านแสดงแก่พระเจ้ามธุรราชอวันตีบุตร ในขณะที่ท่านพักอยู่ที่
    คุณธาวัน มธุรราชธานี สูตรนี้มีใจความแสดงถึงความไม่แตกต่างกันของวรรณะ ๔ คือ กษัตริย์
    พราหมณ์ แพศย์ และศูทร วรรณะทั้ง ๔ นี้ แม้จะถือตัวอย่าง เหยียดหยามกันอย่างไร แต่ถ้าทำดี
    ก็ไปสู่ที่ดีเหมือนกันทั้งหมด ถ้าทำชั่วก็ต้องรับโทษไปอบายเหมือนกันทั้งหมดทุกวรรณะเสมอกัน
    ในพระธรรมวินัย ออกบวชบำเพ็ญสมณธรรมแล้ว ไม่เรียกว่าวรรณะอะไร แต่เป็นสมณะ
    เหมือนกันทั้งหมด
    ที่พระเถระกล่าวสูตรนี้ ก็เพราะพระเจ้ามธุรราชอวันตีบุตร ถามปัญหากับท่านเกี่ยวกับ
    เรื่องพราหมณ์ถือตัวว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ และเกิดจากพรหม ท่านจึงแก้ว่าไม่เป็นความจริงแล้วยกตัว
    อย่างเป็นข้อ ๆ ดังนี้:-
    ๑) ในวรรณะ ๔ เหล่านี้ วรรณะใดเป็นผู้ร่ำรวย มั่งมีเงินทอง วรรณะเดียวกัน และ
    วรรณะอื่นย่อมเข้าไปหา ยอมเป็นบริวารของวรรณะนั้น
    ๒) วรรณะใดประพฤติอกุศลกรรมบถ เมื่อตายไป วรรณะนั้นย่อมเข้าสู่อบายเสมอ
    เหมือนกันทั้งหมด
    ๓) วรรณะใดประพฤติกุศลกรรมบถ เมื่อตายไป วรรณะนั้นย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
    เหมือนกันทั้งหมด
    ๔) วรรณะใดทำโจรกรรม ทำปรทาริกกรรม วรรณะนั้นต้องรับราชอาญาเหมือนกันทั้ง
    หมด ไม่มียกเว้น
    ๕) วรรณะใดออกบวช ตั้งอยู่ในศีลในธรรม วรรณะนั้นย่อมได้รับความนับถือ การ
    บำรุง และการคุ้มครองรักษา เสมอเหมือนกันทั้งหมด
    เมื่อพระเถระแสดงเทศนามธุรสูตรจบลงแล้ว พระเจ้ามธุรราช ก็เกิดศรัทธาเลื่อมใส
    ประกาศประองค์เป็นอุบาสกในพระพุทธศาสนา


  • พระเถระแปลงร่าง
    ดังที่กล่าวมาในตอนต้นแล้วว่าพระมหากัจจายนเถระ เป็นผู้มีรูปร่างสง่างามผิวเหลือง
    ดุจทองคำสะอาดผ่องใจ เป็นที่ต้องตาถูกใจแก่ผู้พบเห็นทั่วไป จนกระทั่งมีเหตุการณ์วิปริตเกิดขึ้น
    แก่บุตรเศรษฐีคนหนึ่งในเมืองโสเรยยะ ชื่อว่า โสเรยยะ เหมือนชื่อเมือง ขณะที่เขานั่งบนยาน
    พาหนะกับสหายเพื่อไปอาบน้ำพร้อมกับบริวารทั้งหลาย ได้เห็นพระเถระกำลังยืนห่มจีวร เพื่อ
    เข้าไปบิณฑบาตในเมืองแล้วเกิดความพอใจ ในดวงจิตคิดอกุศลขึ้นว่า “งามจริงหนอ พระเถระ
    รูปนี้ น่าจะเป็นภริยาของเรา หรือไม่ก็ขอให้ภริยาของเรามีสีผิวกายเหมือนพระเถระนี้”
    ด้วยอกุศลจิตคิดเพียงเท่านี้ ทำให้เพศชายของเขาหายไป กลายเป็นเพศหญิงไปทั้งร่าง
    ทำให้เขาอับอายเป็นอย่างมาก และโดยที่ไม่มีใครรู้เขารีบลงจากยานนั้นแล้วเดินตามกองเกวียน
    พ่อค้าไปยังเมืองตักสิลา และได้เป็นภริยาของลูกชายเศรษฐีในเมืองนั้น อยู่ร่วมกันจนมีบุตร ๒
    คน แต่เดิมทีที่เขาอยู่ในเมือง โสเรยยะนั้น เขาก็มีภริยาอยู่แล้วและมีบุตรด้วยกัน ๒ คน เช่นเดียว
    กัน จึงปรากฏว่าเขาเป็นทั้งพ่อและแม่ หรือเป็นทั้งผัวและเมียในชาติเดียวกันนี้
    ต่อมา พระมหากัจจายนเถระ จาริกมายังเมืองตักสิลา โสเรยยะทราบแล้วจึงเล่าเรื่องราว
    ของตนที่ผ่านให้สามีฟัง แล้วพากันไปกราบขอขมาโทษต่อพระเถระ เมื่อท่านทราบเรื่องโดย
    ตลอดแล้วก็ยกโทษให้ และเพศหญิงก็หายไปเพศชายปรากฏขึ้นมาเหมือนเดิม เขาเกิดศรัทธา
    เลื่อมใสในพระเถระเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งเห็นว่าตนเองเป็นคนแปลกคือเป็นทั้งชายและหญิงในอัต
    ภาพเดียวเท่านั้น และยังคิดว่าไม่ควรที่จะอยู่ครองเพศฆราวาสต่อไป จึงมอบบุตรทั้ง ๔ คนให้
    บิดามารดาเลี้ยงดูต่อไป ส่วนตนเองได้ขอบวชในสำนักพระเถระ และได้บรรลุเป็นพระอรหันต์
    ในกาลต่อมา
    พระมหากัจจายนะ นอกจากจะมีเรื่องของโสเรยยะแล้ว ยังมีเรื่องพระภิกษุเทวดาและ
    มนุษย์ทั้งหลาย เห็นพระเถระเดินมาแต่ไกลแล้วก็พากันกล่าวว่า “พระบรมศาสดาของพวกเรา
    เสด็จมาแล้ว” แล้วพากันทำความเคารพกราบไหว้ ทั้งนี้ก็เพราะท่านมีรูปลักษณ์ละม้ายกับ
    พระผู้มีพระภาคนั้นเอง
    พระเถระพิจารณาเห็นโทษเช่นนี้แล้ว จึงอธิษฐานจิตเนรมิตรร่างกายของท่านให้เปลี่ยน
    แปลงผิดแปลงไปจากเดิม ร่างกายที่เคยสง่างามก็ย่นย่อ ต่ำเตี้ย ท้องป่อง หมดความสวยงามดังที่
    พุทธศาสนิกชนนิยมสร้างรูปท่านไว้เป็นที่สักการบูชาในทุกวันนี้

  • ได้รับยกย่องในทางอธิบายความย่อให้พิศดาร
    ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงแสดงภัทเทกรัตตสูตรแต่โดยย่อ แล้วเสด็จเข้าสู่พระวิหาร
    ที่ประทับ พระภิกษุทั้งหลายไม่ได้โอกาสเพื่อจะกราบทูลถามเนื้อความที่ตรัสไว้โดยย่อให้เข้าใจ
    ได้ จึงพากันเข้าไปหาพระมหากัจจายนะ กราบอาราธนาให้ท่านได้เมตตาอธิบายขยายความให้
    ฟัง
    พระเถระได้อธิบายขยายความย่อให้ฟังอย่างพิสดาร แล้วกล่าวแนะนำว่า “ท่านผู้มีอายุ
    ข้าพเจ้าเข้าใจความหมายแห่งพระสูตรนี้ตามที่อธิบายมานี้ แต่ถ้าท่านทั้งหลายมีความต้องการจะ
    ทราบให้แน่ชัดก็จงไปกราบทูลถามพระผู้มีพระภาค เมื่อพระองค์ทรงแก้อย่างไร ก็จงจำไว้อย่าง
    นั้นเถิด”
    พระภิกษุเหล่านั้นพากันลาพระเถระแล้ว เข้าไปกราบทูลเนื้อความที่พระมหากัจจายนะ
    อธิบายไว้ให้พระพุทธองค์ทรงสดับ
    พระผู้มีพระภาค ตรัสสรรเสริญพระเถระว่า “ภิกษุทั้งหลาย พระมหากัจจายนะ เป็นผู้มี
    ปัญญา เนื้อความนั้นถ้าพวกเธอถามตถาคต แม้ตถาคตก็จะอธิบายอย่างนั้น เช่นกัน ขอพวกเธอ
    จงจำเนื้อความนั้นไว้เถิด”

เมื่อครั้งพระพุทธองค์ ประทับอยู่ ณ พระเชตะวันมหาวิหาร ทรงตั้งพระมหากัจจายนะ
ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในฝ่าย ผู้อธิบายเนื้อความย่อให้พิสดาร
ท่านพระมหากัจจายนเถระ ดำรงอายุสังขารโดยสมควรแก่กาลเวลาแล้วก็ดับ
ขันธปรินิพพาน

 


  1 ก.ย. 2548 04:36 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป ธรรมทานบอย

  58.11.104.13

  

  

พระอุปคุต (พระบัวเข็ม)

 

พระอุปคุต (พระบัวเข็ม)
อรหันต์เรืองฤทธิ์ ผู้พิชิตพญามาร
ค้าขายดี และชนะอุปสรรค

ความจริงพระอุปคุตเถระ ท่านไม่ใช่เป็นพระอรหันต์ในครั้งพุทธกาลท่านเกิดขึ้นหลังจากที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว 200 กว่าปี ในยุคของ พระเจ้าอโศกมหาราช
พระอุปคุตเป็นพระที่เรืองฤทธิ์ คล้ายๆกับ พระโมคคัลลาน์ ในสมัยพระพุทธกาล
ชวประวัติของท่านมีเรื่องราวที่น่าสนใจอยู่มิใช่น้อย โดยเฉพาะตอนที่ท่านมาปราบพญามารีที่จะมารังควาญการฉลองพระบรมสารีริกธาตุของพระเจ้าอโศก


กำเนิดพระอุปคุต

เรื่องราวความเป็นมาของท่าน จามที่ปรากฎอยู่ในคัมภีร์อโศกอวทาน มีกล่าวไว้ว่า
พระอุปคุตเถระท่านถือกำเนิดมาในตระกูลของพ่อค้า ที่เมืองมถุราซึ่งเป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำยมุนา
ท่านมีพี่ชาย 2 คน ส่วนท่านนั้นเป็นคนสุดท้อง
มูลเหตุที่ทำให้พระอุปคุตได้บวชนั้น ก็สืบเนื่องมาจากบิดาของท่านได้เคยให้สัญญาไว้กับพระเถระรูปหนึ่ง คือพระสาณวาสี ว่าถ้าตนมีลูกชายก็จะให้บวชในพระพุทธศาสนา
ทีนี้พอมีลูกชายคนแรกก็ไม่ยอมให้บวช ด้วยอ้างว่าจะต้องเอาไส้ดูแลทรัพย์สินในเหย้าเรือน เอาไว้ถ้ามีลูกชายคนที่ 2 เมื่อไร แล้วจะยอมให้บวช แต่พอมีลูกชายคนที่ 2 เข้าจริง ๆ ก็หาเรื่องบิดเบือนอีก ว่ามีความจำเป็นต้องเอาไว้สำหรับวิ่งเต้นเก็บหนี้สินตามหัวเมือง ขอให้รอไว้มีลูกชายคนที่ 3 แล้วจะต้องบวชให้อย่างแน่นอน

พอลูกชายคนที่ 3 ซึ่งมีชื่อว่า “อุปคุต” เกิดมาก็แกล้งทำไม่รู้ไม่ชี้กับสัญญาที่ได้ให้ไว้กับพระเถระ พระเถระท่านเห็นว่ายังไม่ถึงเวลา ท่านจึงนิ่งไว้ก่อน และก็ไม่ได้ไปทวงถามถึงสัญญานั้น จนกระทั่งอุปคุตโตเป็นหนุ่ม

ตอนนั้นอุปคุตได้มาช่วยบิดาขายเครื่องหอมอยู่ที่ร้านในตลาด ตั้งแต่อุปคุตมาอยู่ที่ร้าน ก็ปรากฎว่าเครื่องหอมขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ผู้คนมาซื้อหากันไม่ขาดสาย นี่เป็นธรรมดาของผู้มีบุญไปอยู่ที่ไหน ทรัพย์สินก็จะหลั่งไหลมาด้วยอำนาจแห่งบุญ

เพราะฉะนั้นจึงเชื่อกันว่า ผู้ที่ค้าขาย หากได้บูชาพระอุปคุตเป็นประจำทุกกเช้าตอนเปิดร้าน ก็จะทำให้ค้าขายดีมีคนมาซื้อหาไม่ขาดสายทรัพย์สินก็จะหลังไหลมาเทมา กิจการเจริญก้าวหน้าเป็นปึกแผ่นมั่นคงตลอดไป
วันหนึ่งพระสาณวาสีเถระได้แวะเข้าไปในร้านที่อุปคุตขายของและได้กล่าวธรรมกถาให้อุปคุตฟัง ปรากฏ

ว่าอุปคุตฟังแล้วเกิดสังเวช ได้ดวงตาเห็นธรรม บรรลุโสดาปัตติผล เป็นพระอริยบุคคลชั้นต้น ในพระพุทธศาสนา
เมื่อพระสาณวาสีเถระเห็นว่าอุปคุตได้ดวงตาเห็นธรรมแล้วจึงได้เไปทวงสัญญาเอากับนายพาณิชย์ผู้เป็นพ่อของอุปคุต
“ไหนวาจะถวายลูกชายคนที่ 3 แก่อาตมา เพื่อให้บวชยังไงล่ะ”
พอนายพาณิชถูกทวงถามเช่นนั้นก็อับจนปัญญา ไม่อาจหาวิธีพูดบ่ายเบี่ยงหลีกเลี่ยงได้อีก จึงตัดสินใจอนุญาตให้อุปคุตออกบวชได้

กิตติศัพท์ขจรขจาย

เมื่ออกบวชแล้ว ท่านพระอุปคุตก็ตั้งใจเจริญกรรมฐานจนได้บรรลุพระอรหันต์ เป็นพระอริยบุคคลชั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนาและต่อมาท่านพระอุปคุตก็ได้เป็นพระอาจารย์สอนกรรมฐานที่มีชื่อเสียงโด่งดัง มากที่สุดในยุคนั้น โดยในคัมภีร์ได้กล่าวว่า ท่านมีพระอรหันต์ผู้เป็นศิษย์อยู่ถึง 18,000 รูป
ส่วนสำนักของท่าน ตั้งอยู่ ณ วัดนตภัติการาม ภูเขาอุรุมนท์

ศรัทธาของพระเจ้าอโศก

กิตติศัพท์ด้านความรู้ความสามารถของท่านได้แพร่สะพัดไป จนทราบถึงพระกรรณของพระเจ้าอโศกมหาราช พระองค์จึงตั้งพระทัยจะเสด็จไปอาราธนาท่านพระอุปคุตให้มาโปรดยังกรุงปาฏลีบุตร

แต่วิสัยของพระอรหันต์ผุ้ยิ่งด้วยอภิญญาเฉกเช่นท่านพระอุปคุตนั้น เพียงแค่พระเจ้าอโศกทรงดำริเท่านั้น ท่านก็ทราบแล้วจึงได้รีบลงเรือเดินทางมาสู่กรุงปาฏลีบุตรในทันที ฝ่ายพระเจ้าอโศกเมื่อทรงทราบว่าท่านพระอุปคุตได้เดินทางมาแล้ว จึงได้โปรดให้ตั้งพิธีต้อนรับ และเสด็จมารับท่านพระอุปคุตด้วยพระองค์เองทีเดียวอันเป็นตำนานที่ปรากฎอยู่ใน คัมภีร์อโศอวทาน

อีกตำนานหนึ่ง

ส่วนใน คัมภีร์ปฐมสมโพธิ ซึ่งเป็นพระนิพนธ์ของ สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส มีเนื้อความแตกต่างกันออกไปดังนี้

ในคัมภีร์ปฐมสมโพธิได้กล่าวถึงพระเจ้าอโศกว่า แต่เดิมนั้นพระเจ้าอโศกทรงนับถือศาสนาพราหมณ์มาก่อน แต่พอมาได้ฟังธรรมจากสามเณรนิโครธ ก็เกิดพระศรัทธาปสาทะในพุทธศาสนาอย่างมาก จนถึงขนาดทรงนำหลักธรรมวินัยของพระพุทธเจ้ามาเป็นนโยบายในการปกครองไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ ซึ่งระบบนี้เรียกว่า ระบบธรรมาธิปไตย คือการถือเอาธรรมะเป็นใหญ่

และในสมัยต่อมา พระเจ้าอโศกก็ได้โปรดให้สร้างพระสถูปเจดีย์และพุทธวิหารขึ้นทั่วชมพูทวีป โดยพุทธที่โปรดให้สร้างขึ้นนั้น ที่มีชื่อเสียงที่สุดก็เห็นจะได้แก่ มหาวิหารที่ชื่อว่า “อโศการาม”
ซึ่งตั้งอยู่ในเขตแคว้นมคธ ส่วนพระสถูปเจดีย์นั้นก็โปรดให้สร้างขึ้นถึง 84,000 องค์ และเมื่อพระสถูปเจดีย์ได้สร้างสำเร็จสมพระราชประสงค์แล้ว พระเจ้าอโศกก็จึงได้ตรัสถามพระภิกขุทั้งหลายว่า จะสามารถหาพระบรมสารีริกธาตุแต่ที่ใดมาบรรจุในพระสถูปให้ถ้วนทั่วทั้ง 84,000 องค์ พระภิกษุทั้งหลายถวายพระพรว่า
“พวกอาตมาภาพเคยได้สดับสืบ ๆ กันมาว่า การกระทำพิธีฝังพระบรมสารีริกธาตุ(ธาตุ
นิธานกรรม) นั้นมีอยู่ แต่มิทราบว่าสถานที่กระทำพิธีฝังพระบรมสารีริกธาตินั้นอยู่ที่ไหน”
เมื่อพระเจ้าอโศกทรงทราบเช่นนั้นจึงรับสั่งให้รื้อทำลายพระสถูปเจดีย์ในเมืองราชคฤห์ เพื่อค้นหาพระบรมสารีริกธาตุ แต่ก็ไม่ทรงพบ จึงทรงรับสั่งให้ก่อขึ้นไว้เป็นปกติดังเดิม

แต่มีเรื่องน่าอัศจรรย์เกิดขึ้นตอนที่ไปขุดค้นหาพระบรมสารีริกธาตุที่รามคาม ปรากฎได้เกิดเหตุชนิดที่ใคร ๆ ก็คิดไม่ถึง คือหมู่นาคไม่ยอมให้รื้อทำลายพระเจดีย์ โดยบันดาลทำให้จอบเสียม สิ่ว ขวาน แตกหัก เป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ ไม่สามารถขุดรื้อได้ดังใจปรารถนา

ในเมื่อการค้นหาพระบรมสารีริกธาตุไม่พบดังพระราชประสงค์ พระองค์จึงเสด็จนิวัติสู่กรุงราชคฤห์อีกครั้งหนึ่ง รับสั่งให้พุทธบริษัททั้ง 4 คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เข้าร่วมประชุม แล้วจึงตรัสถามว่า
“ใครเคยได้ยินมาบ้างว่ามีการกระทำพิธีฝังพระบรมสารีริกธาตุไว้ ณ ที่ ไหน”
ในที่ประชุมนั้น ปรากฎว่ามีพระมหาเถระผู้เฒ่ารูปหนึ่งอายุ 120 ปี บอกว่าสมัยที่มีอายุได้ 7 ขวบนั้น พระมหาเถระผู้เป็นบิดาได้เคยพาท่านไปบูชาสถูปศิลาองค์หนึ่ง และสั่งย้ำว่า จงจำสถานที่นี้เอาไว้ให้ดี แต่ก็ไม่แน่ใจว่า ที่นั่นจะเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุหรือไม่

เมื่อพระเจ้าอโศกได้ทรงสดับเช่นนั้น ก็ดำริว่า ที่นั้นชะรอยจะเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุเป็นแน่แท้ จึงมีรับสั่งให้พระมหาเถระนำเสด็จไปยังสถานที่แห่งนั้น เมื่อขุดลงไปก็ปรากฎว่าได้พบพระบรมสารีริกธาตุจริง ๆ ทำให้พระเจ้าอโศกทรงปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อกลับมาถึงเมืองปาฏลีบุตรแล้ว ก็ได้ทรงกระทำสักการะบูชาพระบรมสารีริกธาตุโดยวิธีอเนกประการ หลังจากทรงทำพิธีสักการะบูชาเสร็จ พระองค์ก็ทรงแจกพระบรมสารีริกธาตุไปบรรจุไว้ในพระเจดีย์ทั้ง 84,000 แห่ง ทั่วชมพูทวีป

เมื่อได้ทำการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในพระเจดีย์ทั้งหลายทุก ๆ พระนครเสร็จแล้ว ต่อจากนั้นจึงทรงรับสั่งให้ก่อสร้างพระมหาสถูปองค์ใหญ่ขึ้นใหม่องค์หนึ่ง มีความสูงประมาณครึ่งโยชน์ ประดับประดาด้วยแก้วต่าง ๆ และแสงแห่งแก้วเหล่านั้นก็สว่างรุ่งเรืองประดุจเขาไกรลาศ ประดิษฐานอยู่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา ใกล้กับกรุงปาฏลีบุตรนั่นเอง ครั้นสร้างเสร็จแล้ว จึงได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุส่วนที่เหลืออยู่ 1 ส่วน บรรจุไว้ในพระมหาสถูปองค์นั้น

เรื่องนี้ต้องพระอุปคุต

ในกาลต่อมา พระเจ้าอโศกมหาราชมีพระราชประสงค์ที่จะทำาการฉลองพระสถูปเจดีย์ เป็นเวลา 7 ปี 7 เดือน 7 วัน จึงนำความไปปรึกษากับหมู่สงฆ์ ซึ่งมีพระโมคคัลลีบุตรเถระเป็นประธาน พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระพร้อมกับพระภิกษุสงฆ์ผู้ทรงอภิญญาทั้งหลาย ได้เล็งญาณดูแล้วเห็นว่าในการทำพิธีฉลองครั้งนี้จะมีพญามารมาทำลายพิธี จึงได้ทำการเฟ้นหาพระเถระผู้มีฤทธิ์ที่จะมาทำการป้องกันภัยอันจะพึงเกิดขึ้นในครั้งนี้

แต่ปรากฎว่าไม่มีผู้ใดที่สามารถจะทำการนี้ได้ จะเห็นมีอยู่ก็แต่ ท่านอุปคุต ซึ่งไปเนรมิตปราสาทแก้ว 7 ประการ จำพรรษาอยู่ในท้องมหาสมุทร เพื่อหลบหนีความวุ่นวายโดยท่านไปนั่งเข้าฌาณสมาบัติอยู่บนรัตนบัลลังค์ในท่ามกลางปราสาทแก้วนั้น โดยไม่ได้ฉันภัตตาหารมาเป็นเวลานาน พระอุปคุตนี้แหละ หากได้นิมนต์มาก็จะสามารถปราบพญามารได้ จึงตกลงใจที่จะไปนิมนต์พระอุปคุตมา สำหรับการไปนิมนต์ครั้งนั้นก็ได้มอบหมายให้พระภิกษุผู้มีฤทธิ์ ได้อภิญญาสมาบัติ 2 รูป เป็นผู้ไปนิมนต์

เมื่อไปถึงที่อยู่ของท่านอุปคุต และได้แจ้งความประสงค์ให้ท่านทราบ ท่านก็ไม่ได้แสดงความขัดข้องแต่ประการใด บอกให้พระภิกษุที่ไปนิมนต์กลับมาก่อน แล้วท่านจะตามมาทีหลัง แต่ที่ไหนได้ …พอพระภิกษุที่ไปนิมนต์กลับมาถึง ก็เห็นท่านอุปคุตมาถึงก่อนแล้ว….นี่แสดงให้เห็นถึงอิทธิฤทธิ์อันน่าอัศจรรย์ของท่านพระอุปคุต

ลองกำลังฤทธิ์

ก่อนที่จะถึงกำหนดการฉลองพระสถูปเจดีย์ พระเจ้าอโศกต้องการจะดูตัวว่าพระเถระไหนหนอที่จะมาทำหน้าที่ป้องกันภัยจากพญามาร พอประธานสงฆ์ชี้ให้ดูว่ารูปนี้ไง ที่จะเป็นผู้ทำหน้าที่ป้องกันภัยจากพญามาร พระเจ้าอโศกก็ชักไม่ค่อยเชื่อใจ เพราะรูปร่างของพระอุปคุตนั้นผอมมาก จะทำการป้องภัยจากพญามารผู้มีฤทธิ์มากได้อย่างไร ในเมื่อไม่เชื่อก็ต้องทดสอบ

วิธีการทดสอบของพระเจ้าอโศกก็คือ ในตอนเช้า ขณะที่ท่านอุปคุตเข้าไปบิณฑบาตรในพระราชนิเวศน์ พอออกมาก็ให้ปล่อยช้างตกมันเพื่อจะทดลองกำลังฤทธิ์ของท่านพระอุปคุตว่า จะสู้กับช้างของพระองค์ได้หรือไม่ เพราะถ้าหากต่อสู้กับช้างไม่ได้แล้ว ไฉนเลยจะต่อสู้กับพญามารได้

และแล้ว พระเจ้าอโศกก็ได้เห็นประจักษ์ เมื่อช้างตกมันได้วิ่งไปหมายจะบดขยี้ท่านพระอุปคุต…แต่ช้างนั้นต้องพลันชะงักงันหยุดนิ่ง ไม่ไหวติง ร่างกายด้วยอำนาจฤทธิ์ของท่านอุปคุต

พระเจ้าอโศกเห็นดังนั้นจึงได้เข้าไปขอขมาต่อท่านพระอุปคุตที่ได้ทำการลองดี ท่านอุปคุตก็ได้คลายฤทธิ์ ทำให้ช้างนั้นสามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ และกลับไปสู่โรงช้างอันเป็นที่อยู่ของตน เหตุการณ์ในวันนั้น ทำให้พระเจ้าอโศกมีความมั่นใจในฤทธานุภาพของท่านพระอุปคุตว่าจะสามารถป้องกันภัยจากพญามารได้

ทรมานเสียให้เข็ด

และแล้ววันสำคัญก็มาถึง นั่นคือวันที่จัดให้มีการฉลองพระมหาสถูปเจดีย์พระเจ้าอโศกพร้อมด้วยข้าราชบริพาร และประชาขนได้พร้อมใจกันจัดเครื่องบูชาอย่างมโหฬาร ตามริมฝั่งแม่น้ำคงคามีการจุดประทีปเป็นอเนกอนันต์นับไม่ถ้วน จนทำให้บริเวณนั้นโชติช่วง มองดูแล้วสว่างไสวคล้ายเวลากลางวัน ขณะที่ทุกคนกำลังปีติอยู่กับการบูชาพระมหาเจดีย์ นั้น เหตุการณ์ที่ใครๆ ไม่ได้คาดคิดก็เกิดขึ้น คือได้เกิดลมพายุใหญ่พัดมาชนิดที่ไม่มีเค้ามาก่อนเลย

ท่านพระอุปคุตเห็นดังนั้น ก็จึงได้ใช้ฌาณอภิญญาตรวจดูเหตุที่ทำให้เกิดพายุใหญ่ ก็จึงได้ทราบว่าที่แท้เป็นเพราะอำนาจแห่งพญามารที่หวังจะมาทำลายพิธีนี่เอง ในเมื่อรู้ชัดเช่นนั้นแล้ว ท่านพระอุปคุตก็ไม่รอรี รีบใช้ฤทธิ์ปัดเป่าให้พายุใหญ่ของพญามารอันตรธานหายไปในบัดดล

เมื่อพญามารเห็นว่าใช้พายุใหญ่เพื่อทำลายพิธีไม่ได้ผล ก็รู้สึกโกรธแค้น จึงใช้วิธีการอย่างอื่น ๆ แต่ท่านพระอุปคุตก็สามารถจะเอาชนะได้ทุกอย่าง จนผลที่สุด พญามารก็ได้ถูกพระอุปคุตปราบ โดยวิธีเนรมิตซากสุนัขเน่าซึ่งมีกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง และเต็มไปด้วยหมู่หนอนมองดูแล้วน่าขยะแขยง แล้วเอาผูกติดไว้ที่คอของพญามาร ผูกไม่ผูกเปล่า พระอุปคุตยังได้อธิษฐานจิตลงไปอีกว่า “ไม่ว่าเทพยดา พรหมหรือใครก็ตาม ถ้าจะแก้ก็ขอให้แก้ไม่ออก”

พญามารพยายามจะแก้เอาซากสุนัขนั้นออกจากคอของตนแต่ก็จนปัญญา ไม่สามารถจะแก้ออกได้ จึงจำใจต้องไปไหว้วอนท้าวจาตุมหาราชให้ช่วยแก้ให้ แต่ท้าวจาตุมหาราชก็ไม่สามารถจะช่วยได้ พญามารจึงขึ้นไปขอร้องเทพยดาในชั้นสูง ๆขึ้นไปอีก จนถึงชั้นพรหม แต่ก็ได้ผลอย่างเดิมคือไม่มีใครช่วยได้ จะทำยังไงดีละที่นี้

ก็ต้องกลับไปอ้อนวอนขอร้องท่านพระอุปคุตให้ช่วยแก้ให้ เพราะมีท่านอุปคุตเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่สามารถจะช่วยแก้ให้ได้ แต่ก่อนจะแก้ให้ ท่านพระอุปคุตก็ได้สั่งให้พญามารไปทีภูเขา แล้วจึงตามไปแก้ให้ เมื่อแก้ให้แล้ว ท่านพระอุปคุตพิจารณาเห็นว่า ถ้าขืนปล่อยไปตอนนี้ พญามารอาจจะไปรังควาญการทำพิธีของพระเจ้าอโศกอีก ก็จึงได้มัดพญามารไว้ที่ภูเขา บอกว่ารอให้พิธีฉลองพระสถูปเจดีย์ของพระเจ้าอโศกผ่านพ้นไปเสียก่อน แล้วจึงจะมาแก้มัดให้ พญามารจึงเป็นอันต้องถูกผูกมัดติดกับภูเขาเป็นการประจานด้วยโทษฐานเป็นผู้มีใจบาปคอยขัดขวางและทำลายการทำความดีของผู ้อื่น

จากร้าย กลายดี

เมื่องานฉลองพระสถูปเจดีย์ผ่านพ้นไป ท่านพระอุปคุตก็ได้ไปยังภูเขาเพื่อจะไปปลดปล่อยพญามารตามสัญญา เมื่อไปถึง แทนที่พระอุปคุตจะแสดงตัวให้พญามารได้เห็น ท่านก็กลับซ่อนเร้นอยู่ทางเบื้องหลัง เพื่อว่าจะฟังว่าพญามารจะว่ากล่าวอย่าไรบ้าง

พญามารเมื่อละพยศหมดความดุร้ายแล้ว ก็ได้หวนระลึกไปถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ในวันที่พระองค์จะตรัสรู้นั้น ตนได้เคยไปรังควาญต่าง ๆ นานา แต่ทว่าพระองค์ก็ไม่เคยโต้ตอบเลยแม้แต่น้อย พญามารรู้สึกสำนึกถึงโทษที่ตัวได้กระทำ ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเลื่อมใสในคุณของพระพุทธเจ้า จึงได้เปล่งวาจาอุทานออกมาว่า
“ถ้าหากข้าพเจ้ามีกุศลที่ได้เคยสร้างสมไว้แล้ว ดังที่พระผู้มี่พระภาคเจ้าทรงบำเพ็ญบุญมารมีไว้เพื่อการตรัสรู้ในอนาคตกาลฉันใด ก็ขอให้ข้าพเจ้าจงได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นในโลกนี้ฉันนั้น เพื่อจะได้เป็นที่พึ่งแก่สรรพสัตว์ และกระทำประโยชน์โปรดเวไนยสัตว์ทั้งปวงในสากลโลก”

เมื่อพญามารได้เปล่งวาจาปรารถนาพุทธภูมิจบลง ท่านพระอุปคุตก็ได้แสดงกายให้ปรากฎแล้วเดินเข้าไปแก้มัดให้ในทันที ต่อจากนั้นท่านก็ได้ให้โอวาทแก่พญามาร ให้ละจิตอันเป็นบาปเสียอย่าได้กระทำกรรมอันหยาบช้าต่อไปอีกเลย และนับตั้งแต่นั้นมา พญามารก็มีจิตอ่อนน้อมศรัทธาในพระพุทธศาสนา ไม่มีความดุร้ายเหมือนดังแต่ก่อน นี่เป็นเพราะฤทธานุภาพของท่านพระอุปคุตโดยแท้ จึงทำให้พญามารได้ละพยศหมดความดุร้าย และกลับใจมาปรารถนาพุทธภูมิ

บางท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมในสมัยที่พระพุทธเจ้าทรงพระชนม์อยู่ พญามารจึงไม่ได้สำนึก ทำไมมาได้สำนึกในสมัยของพระอุปคุต เรื่องนี้มีเหตุผลอยู่ว่า พระอุปคุตกับพญามารเคยเป็นคู่ปรับกันมาและพระพุทธเจ้าก็เคยพยากรณ์ไว้แล้วว่า หลังจากพระองค์ดับขันธ์ไปแล้วจะมีพระอรหันต์ผู้มีฤทธิ์รูปหนึ่ง เป็นผู้มาปราบพญามารตนนี้

ตรงนี้แหละ จึงเชื่อกันว่า อุปสรรคใด ๆ จะไม่ยิ่งไปกว่าพญามาร เมื่อพระอุปคุตสามารถปราบพญามารได้ มารอื่น ๆ ย่อมไม่มีฤทธิ์เหนือพญามาร ผู้ที่ต้องการชนะอุปสรรคหรือชนะมารที่มาผจญชีวิต หรือธุรกิจการค้าขายของตน ก็มักบูชาพระอุปคุตอยู่เป็นประจำ

 


  8 ต.ค. 2551 15:27 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป tung_guay

  125.25.124.44

  

ขออนุโมทนาบุญด้วยครับ 

สาธุ  สาธุ สาธุ

 


  1 มิ.ย. 2552 07:54 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป supachok

  119.31.59.54

   อนุโมทนาด้วยครับ

 


  4 ก.ค. 2553 16:51 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป พนารัตน์

 nukik_2532@hotmail.com 110.77.135.155:192.168.1.36

   ขออนุโมทนาบุญด้วย

 


  29 ก.ค. 2553 17:32 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป อนุโมทนาด้วยครับ

  202.44.40.3

   อนุโมทนาด้วยครับ

 


  15 มิ.ย. 2554 13:50 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป ฤทธิศักดิ์

 kpp2009@hotmail.com 118.174.200.245

  

ขอให้ร่ำรวย สวยงามกันทุกคนนะ

 


  30 มิ.ย. 2555 22:25 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป ชวดล

 Chavadon_d@hotmail.com 124.121.114.246

   อนุโมทนา สาธุ ขอให้รวยๆ กันทุกๆคนนะคับ ^_^

 


  17 ม.ค. 2556 22:59 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป ชุตุมา

 chutuma@gmail.com 115.67.66.49

   เป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาและนำไปสวดบูชาขอบคุณครับ

 


  11 ส.ค. 2556 23:58 น. Admin ลบความคิดเห็นนี้ 
  ผู้ชมทั่วไป Sawai

 Sawai_04@hotmail.com 1.2.223.39

   โมทนาสาธุครับ ขอให้ดวงตาเห็นธรรม สว่างทั้งทางโลก และทางธรรม ครับ

 


page [1]

ร่วมแสดงความคิดเห็น (กรุณาใช้คำพูดที่สุภาพ)
  โพสต์โดย
  Email
  Post ภาพ

ขนาดของไฟล์ภาพไม่เกิน 100 kb. เฉพาะไฟล์ jpg, gif หรือ swf เท่านั้น
  Security code:
 กรุณากรอกรหัสที่เห็นเพื่อยืนยันการโพสต์


บริการฟรีเว็บบอร์ดจาก YimWhan.com :: copyrights © 2009-2010